‘วิโรจน์’ แนะ ‘ผู้นำกัมพูชา’ ให้เกียรติทหารตัวเอง

5 ส.ค. 2568 - 11:26

  • ‘วิโรจน์’ แนะ ‘ผู้นำกัมพูชา’ เก็บศพนักรบ ให้เกียรติทหารตัวเอง หวัง ทำตามข้อตกลงบ้าง หลังละเมิดมาแล้ว 651 ครั้ง

  • ย้ำ ทุกจังหวะของไทย ต้องรอบคอบรัดกุม เพราะกำลังต่อสู้กับคนที่หัวหมอสุดๆ เกรงหากก้าวพลาด ถูกหยิบยกโจมตีทันที

‘วิโรจน์’ แนะ ‘ผู้นำกัมพูชา’ ให้เกียรติทหารตัวเอง

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการการทหาร กล่าวถึงปัญหาศพของทหารฝั่งกัมพูชาที่ไม่ได้นำไปประกอบพิธีอย่างถูกต้องว่า เราเดาใจทางฮุนเซนและฮุนมาเนตไม่ได้ แต่คิดว่า เขาก็คงต้องให้เกียรตินักรบของเขาเหมือนกัน และเท่าที่ทราบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของเราให้เกียรติกับนักรบอย่างดีที่สุดและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทางกัมพูชาเองก็ควรให้เกียรติ เข้าใจดีว่า การรับศพทหารกลับไป สร้างความหวาดหวั่นให้กับคนในชาติกัมพูชา แต่ ณ วินาทีนี้ต่างฝ่ายก็ต้องยืนบนพื้นฐานความเป็นจริง และความจริงนี้ก็จะทำให้ทั้งประเทศไทยและทุกภาคส่วนน่าจะบรรลุผลสัมฤทธิ์ร่วมกัน

วิโรจน์ ยังกล่าวถึงการประชุม GBC ที่มีขึ้นในวันที่ 4-7 สิงหาคมนี้ว่า หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ทางฝั่งกัมพูชาเป็นคนที่รักษาสัญญาว่า จะไม่รักษาสัญญา ดังนั้นการบันทึกทุกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และมีแถลงการณ์ต่อประชาคมโลก ภูมิภาคอาเซียนว่า ข้อตกลงเป็นอย่างไรเรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะการมีทูตต่างประเทศ หรือมีเพื่อนนานาชาติ มาเป็นพยานหรือร่วมสังเกตการณ์ด้วย ก็จะเป็นผลดีว่า ข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา ไทยได้ให้ความเคารพ ข้อตกลงเสมอมาแต่ในขณะที่ กัมพูชา หวังว่าจะเคารพข้อตกลงนั้น เพราะที่ผ่านมาในอดีตเคยละเมิดข้อตกลงมา 651 ครั้งแล้ว

ส่วนหากมีการเจรจาแล้วทางกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงอีก วิโรจน์ คิดว่า นับจากนี้กระทรวงการต่างประเทศ ต้องมีบทบาทสำคัญกับสภาความมั่นคงแห่งชาติมากขึ้น ต้องแถลงการณ์ ดำเนินการประท้วง ต้องดำเนินการ ผ่านองค์กรนานาชาติต่างๆ อย่างอาเซียน หรือ ที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งอาเซียน หรือ เวทีด้านความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน ต้องมีการประท้วงหรือแจ้ง ให้ที่ประชุมทราบถ้าพบว่าทางกัมพูชาละเมิดข้อตกลงอีก

“ณ วันนี้เราต้องรอบคอบสุดๆ ทุกย่างก้าวของประเทศเรา จะต้องเดินอย่างรัดกุม และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รักษาคำมั่น สัจจะต่างๆ ที่ได้ตกลงกันไว้ ตรงนี้จะทำให้พวกเราปกป้องอธิปไตยและปกป้องความสง่างามของประเทศเราในเวทีโลกได้”

วิโรจน์ กล่าว

เมื่อถามถึงยุทธศาสตร์ของไทยขณะนี้เดินมาถูกต้องแล้วใช่หรือไม่ วิโรจน์ กล่าวว่า ตอนนี้เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น อาจจะมีการสื่อสารข้อความที่คลาดเคลื่อนไปบ้าง ก็อย่าโทษกัน เพราะในช่วงแบบนี้การสื่อสารอาจจะมีการหลุดไปบ้าง แต่นับจากนี้ต้องรัดกุม หากเราเผลอเผยแพร่ข้อความที่บิดเบือน โดยเฉพาะมีการยืนยันว่า สื่อมวลชนได้รับจากทีมโฆษกรัฐบาล หรือ ทีมกลาโหม ก็จะยิ่งทำให้ฝ่ายกัมพูชาตีฟู เอาเรื่องนี้ฟ้องประชาคมโลกอีกและกล่าวหาเราจากความบกพร่องผิดพลาด ทำให้เขากล่าวหาเราว่า เราจงใจสื่อสารข้อความบิดเบือน ซึ่งไม่เป็นผลดีในการเจรจา ในเวทีนานาชาติ

“วันนี้เราต้องตระหนัก กรณีพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ได้ถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(UNSC) เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เรากำลังต่อสู้กับคนที่หัวหมอสุดๆ คนที่พร้อมจะวางเส้นเรื่อง และจัดฉากสุดๆ ยั่วยุสุดๆ เพื่อให้เราตกหลุมเดินเข้ามาตามเส้นเรื่องของเขา และเขาก็จะหยิบยกเอาหลักฐานต่างๆ ตามเส้นเรื่องของเขาที่วางไว้ มาใช้โจมตีกล่าวหาเราและใช้ความได้เปรียบ ในเรื่องอธิปไตยและความชอบธรรมในเวทีโลก ผมไม่ได้กังวลว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือจะถูกทัวร์ลง เพราะผมคิดว่า อะไรที่กัมพูชาสามารถหยิบยกเข้ามากล่าวหาเรา หรือสร้างความได้เปรียบเราในการเจรจาในเวทีนานาชาติ ผมต้องมีความจำเป็นต้องทักท้วงเอาไว้ ผมอาจจะถูกตำหนิจากคนในประเทศก็ยังดีกว่า ถ้าเรานึกว่า ในอนาคตกัมพูชาจะหยิบยกเรื่องนั้นมาโจมตีจริงๆ ทางรัฐบาลไทยได้หยิบยกการท้วงติงจากฝ่ายนิติบัญญัติ ไปเป็นข้อต่อสู้ได้ว่า เราเองไม่ได้เห็นชอบด้วย เพราะฝ่ายนิติบัญญัติคอยตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้ประเทศ ไทยเดินไปตามครรลองของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายเรามีตรงกันคือปกป้องอธิปไตย และความสง่างามของประเทศในเวทีโลก”

วิโรจน์ กล่าว

เมื่อถามถึงการเตรียมเสนอญัตติ ให้ยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 วิโรจน์ กล่าวว่า แต่ละพรรคมีกลไกในการหารือกันอยู่แล้วแต่การยกเลิก MOU 43 ซึ่งเป็นเรื่องของพรมแดนบนบก และ MOU 44 ที่เป็นเขตแดนทางทะเล คิดว่า การยกเลิก มันไม่ยาก แต่การร่างใหม่ต้องคิดไตร่ตรองให้รอบคอบซึ่งที่ผ่านมา เรายืนยันว่า ไม่เคยละเมิด MOU ที่เราได้ลงนามไว้ แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่ละเมิดข้อตกลง ฉะนั้นการยกเลิกต้องคิดถึง MOU ฉบับใหม่ จะต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่า เราไม่ได้เสียเปรียบและเป็นการแก้ไขให้รัดกุมมากขึ้น เรื่องนี้ละเอียดมาก ถ้าเราหารือยังไม่รัดกุม อาจจะเป็นปัญหาลุกลาม เกิดความปั่นป่วนปลุกปั่นและเกิดความขัดแย้งกันเองภายในประเทศได้ ฉะนั้นจำเป็นจะต้องดึงภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมากและเปิดให้โปร่งใส เปิดการมีส่วนร่วมของสาธารณะอย่างมาก เพื่อให้มั่นใจว่า MOU ฉบับใหม่ที่จะมาแทน จะเป็น MOU ที่รัดกุมและดีกว่าเดิม

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์