‘5 ปม’ น่าเป็นห่วง ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’

11 พ.ย. 2566 - 14:13

  • ‘วิโรจน์’ ห่วง 5 ปม ‘เงินดิจิทัลวอลเล็ต’

  • ชี้ กู้มาแจกแต่คนไทยร่วมชดใช้หนี้ ไม่มีมาตรการจำกัดนายทุนฉวยโอกาส

  • ตั้งข้อสงสัย จะกระทบเบี้ยผู้สูงอายุด้วยหรือไม่

Viroj_worry_5_Topic_about_digitalwallet_SPACEBAR_Hero_c7d63d2922.jpg

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กกรณีการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทของรัฐบาล โดยระบุว่า 5 เรื่องน่าห่วงของดิจิทัลวอลเล็ต ได้แก่ 1. ‘ศิริกัญญา’ สังหรณ์ใจว่า รัฐบาลอาจจะไม่ได้เต็มใจนักที่จะผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ตก็ได้ โดยการออก พ.ร.บ. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท เป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจจะหวังยืมมือศาล รธน. ให้ตีตกโครงการนี้ (ในกรณีที่มีคนไปร้องต่อศาล รธน. แต่พรรคก้าวไกลยืนยันว่าจะไม่ไปร้องต่อศาล รธน. แน่ๆ) เพราะรัฐบาลนี้ น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่ากรณี พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านในครั้งนี้ อาจถูกนำไปเทียบเคียงกับ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน (รถไฟความเร็วสูง) เมื่อปี 2556 ซึ่งณ ขณะนั้น ก็ถูกศาล รธน. ตีตกไป เนื่องจากขัดกับรัฐธรรมนูญ

วิโรจน์ กล่าวว่า ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะเศรษฐาย้ำมาในทุกเวที ย้ำในทุกครั้งในการสัมภาษณ์ ว่าจะขับเคลื่อนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยไม่มีการกู้เงิน แต่ ณ วันนี้ ชัดเจนแล้วว่า จะต้องมีการกู้เงินเป็นก้อนมหาศาลถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้มาแจก ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องแลกมาด้วยภาระการร่วมชดใช้หนี้สาธารณะของประชาชนคนไทยในระยะยาว 

ประเด็นที่ 2 ถ้าเกิดมีอภินิหารผ่านขึ้นมา SCB EIC ก็ได้ประเมินไว้แล้วว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงระยะสั้นๆ ตั้งแต่ 2024-2025 เท่านั้น แต่สิ่งที่ประเทศต้องแบกรับก็คือ หนี้สาธารณะก้อนมหาศาล และในขณะนี้ อัตราดอกเบี้ยก็อยู่ในช่วงขาขึ้น และทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน (Higher for longer) ตลอดจนการแจกเงินนั้นอาจส่งผลทำให้อัตราดอกเบี้ยขยับเพิ่มขึ้นร่วมด้วย การกู้เงินในสภาวการณ์เช่นนี้ จะทำให้รัฐบาลมีภาระการจ่ายหนี้ที่หนักขึ้น ซึ่งจะทำให้โอกาสในการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ และการปรับปรุงสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในอนาคตจำกัดตัวลง และหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินในอนาคต ก็อาจจะกู้ได้อย่างจำกัดมากๆ

ประเด็นที่ 3 พบว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่มีมาตรการในการจำกัดไม่ให้นายทุนค้าปลีกขนาดใหญ่เข้ามาฉวยโอกาสจากความได้เปรียบด้านเงินทุน ที่สามารถเอารถโมบายล์ และตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ เข้ามาขายสินค้าในหมู่บ้าน ตลอดจนการเช่าพื้นที่ในชุมชนระยะสั้น เพื่อทำเป็นจุดสั่งซื้อและส่งมอบสินค้า จึงเสี่ยงมากๆ ที่เงินมหาศาลก้อนนี้ จะถูกนายทุนค้าปลีกขนาดใหญ่สูบเอาไป ซึ่งจะทำให้ตัวทวีคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) มีค่าต่ำลงไปอีก นอกจากจะกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ตามเป้าแล้ว ยังอาจเป็นการทำลายล้างร้านขายของชำในชุมชนให้ราบคาบ ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคมให้หนักข้อขึ้นไปอีก

ประเด็นที่ 4 งบ 1 แสนล้านบาท ที่มาจากงบปี 2567 ที่ระบุว่าจะนำใช้ในการผลักดันต่อยอดอุตสาหกรรมใหม่ๆ โครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ของประเทศ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัล การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา ยังเป็นเพียงการพูดลอยๆ ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะเอาไปทำโครงการอะไร อย่างไร

ประเด็นที่ 5 สรุปตอนนี้ ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะมีการเอาความจนมาเป็นเกณฑ์ในการจ่ายหรือไม่ การใช้เงินมหาศาลกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จะส่งผลกระทบต่อการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุในระยะยาว หรือไม่

วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ดิจิทัลวอลเล็ตไม่ได้จ่ายให้ทุกคนแล้ว แต่จะเลือกจ่ายให้กับ คนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป มีรายได้ไม่ถึง 70,000 บาทต่อเดือน หรือมีเงินฝากต่ำกว่า 500,000 บาท โดยจะเริ่มเดือน พ.ค. (ไม่ใช่ ก.พ. หรือ เม.ย. แล้ว) นับไป 6 เดือน โดยใช้แอปเป๋าตัง แต่อ้างว่ามีบล็อกเชนอยู่เบื้องหลัง แต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่า อยู่เบื้องหลังอย่างไร

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์