‘วิษณุ’ สอนมวย ส.ส.! นับวันย้ายพรรคยึดวันกาบัตร ไม่ใช่วันหมดอายุสภาฯ

2 ธ.ค. 2565 - 16:25

  • ‘วิษณุ’ เผย ‘กฎหมายลูก’ ยังไม่กลับมาที่รัฐบาล แต่คาด ธ.ค.ทูลเกล้าฯ ได้ตามไทม์ไลน์เดิม

  • สอนมวย ส.ส. นับวันย้ายพรรคยึดวันกาบัตร ไม่ใช่วันหมดอายุสภาฯ

  • ยอมรับหวาดเสียว! หลัง ส.ส.ลาออกเพียบ

Vishnu_explained_counting_the_days_In_case_of_moving_to_party_of_M_Ps_SPACEBAR_Thumbnail_4be37d7267.jpeg

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยไทม์ไลน์ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง และการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ผ่านการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะส่งคำวินิจฉัยไปให้สภาฯ จากนั้น สภาฯ จะส่งมาให้รัฐบาล แต่ขณะนี้ยังไม่มีการส่งมา เมื่อสภาฯ ส่งมาแล้ว จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 25 วัน โดย 5 วันแรก เผื่อไว้หากมีผู้ร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญ อีกครั้ง  

ส่วนอีก 20 วัน เป็นกำหนดเวลาในการให้รัฐบาลจัดพิมพ์ให้เรียบร้อย แต่โดยทั่วไปใช้เวลาไม่ถึง 20 วัน เมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว จากนั้นก็นับหนึ่ง ซึ่งอยู่ในพระราชอำนาจ 90 วัน สุดแต่จะทรงลงพระปรมาภิไธย ลงมาเมื่อใดก็ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลใช้บังคับในวันรุ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม  

“การนำร่างกฎหมายลูกขึ้นทูลเกล้าฯ คงจะเป็นช่วงเดือนธันวาคม หากนับไปอีก 90 วัน ก็จะอยู่ประมาณเดือนมีนาคม 2566 ก็คงใกล้กับวันที่สภาฯ จะครบวาระ ซึ่งไทม์ไลน์ยังอยู่ห้วงเดิมที่ตนเคยระบุไว้ไม่มีอะไรผิดพลาด”

ทั้งนี้ การนำกฎหมายลูกขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว ไม่ได้หมายถึงการ ‘ปิดประตู’ การยุบสภาฯ เพราะเป็นคนละเรื่อง ในอดีตมีการยุบสภาฯ โดยที่มีกฎหมายค้างระหว่างทูลเกล้าฯ เป็นจำนวนมาก กฎหมายก็ไม่ได้กำหนดว่ากฎหมายเหล่านั้นจะตกไป ยังคงลงพระปรมาภิไธยได้ เมื่อถามย้ำว่า แต่กฎหมายทั้ง 2 ฉบับเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ถือเป็นความไม่ควรหรือไม่ วิษณุ ตอบว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะเมื่อยุบสภาฯ มีการลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายนั้นๆ มา ก็นำกฎหมายเหล่านั้นไปใช้ในการเลือกตั้งอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องเงื่อนเวลาหรือใดๆ  

“ใครที่ไปนับกันว่าการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหากมีการยุบสภาฯ ต้องเป็นภายใน 30 วันนั้น หรือสภาฯ ครบวาระ ต้องเป็นสมาชิกภายใน 90 วันนั้นก็ถูก แต่การนับ 90 วัน จะนับจนถึงวันเลือกตั้ง ไม่ได้นับจนถึงวันที่สภาฯ หมดวาระ ดังนั้น ที่มีการออกมาพูดกันเยอะว่าหลังวันที่ 24 ธันวาคมแล้วจะอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นเพราะไปนับ 90 วัน ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2566 ที่เป็นวันครบวาระของสภาฯ แต่ในความเป็นจริงไม่เกี่ยวกัน” วิษณุ กล่าว  

เมื่อถามว่าหากจะให้ปลอดภัยที่สุด นักการเมืองควรย้ายพรรควันที่เท่าไหร่ รองนายกฯ วิษณุ ตอบว่า “ผมตอบไม่ถูก อยากย้ายกันเมื่อไหร่ก็ย้าย อยากอยู่ก็อยู่ แต่ถ้ายุบสภาฯ ก็ยังมีกำหนดเวลาเลือกตั้ง 45 วัน ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งก่อน 45 วันได้ ดังนั้น หากมีการยุบสภาฯ ขึ้นมากระทันหัน พรุ่งนี้ ก็ยังย้ายพรรคกันได้ ก็เท่านั้น เพราะมีกรอบ 45 วัน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการเลือกตั้งอยู่แล้ว ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นปัญหาเพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกัน”  

รองนายกฯ วิษณุ ปฏิเสธให้ความเห็นที่ว่า ร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ จะเป็นปัญหาทางการเมืองหรือไม่ หลังสภาฯ เกิดความวุ่นวายเรื่ององค์ประชุมทำให้ล่มบ่อยครั้ง แต่มองว่า วิปแต่ละพรรคต้องทำงานประสานกัน และขอให้ไปถามพรรคภูมิใจไทยในเรื่องร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ อย่างไรก็ตาม หากจะระบุว่าเป็นช่วงท้ายสมัยของสภาฯ นั้น ก็ยังไปได้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 อีกทั้งหลังจากนั้น ยังสามารถขอเปิดสมัยวิสามัญได้ถึงวันที่ 22 มีนาคม

เมื่ออ้างถึงกรณีที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ว่า สภาฯ ไม่ยอมผ่านกฎหมายสำคัญ เพราะมัวแต่จ้องเล่นการเมืองกัน วิษณุ ก็ขอให้ผู้สื่อข่าวชินกับเหตุการณ์ท้ายสมัย เพราะเป็นมาอย่างนี้ทุกครั้ง เพราะ ส.ส.อาจเตรียมย้ายพรรค หรือเตรียมไปหาเสียง ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาประชุมสภาฯ ได้ อย่างไรก็ตาม หากจะพูดกันถึงเรื่องความรับผิดชอบ ก็จะเป็นอย่างที่ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวเตือนไว้ว่า ยิ่งปลายสมัยประชุม สมาชิกควรจะมีบทบาทที่ทำให้ประชาชนเลื่อมใสศรัทธามากขึ้น การมาประชุมให้ครบองค์ประชุมถือเป็นเรื่องที่ควรทำ  

“จากที่ตนได้พบกับนายชวน นายชวนได้หารือด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ตนก็รับว่าจะนำไปแจ้งให้พรรคร่วมรัฐบาลทราบ ซึ่งได้แจ้งไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการจะพูดว่าครบหรือไม่ครบองค์ประชุมนั้น บางครั้งก็พูดยาก บางทีเป็นเทคนิคของสภาฯ เช่นนั่งอยู่แต่ไม่แสดงตน หรือเดินออก ไม่ไปประชุม บางทีใช้เป็นเทคนิคของการทำงานในสภาฯ  บางคนก็ติดธุระจริงหลายเหตุประกอบกัน” วิษณุ กล่าว 

รองนายกฯ วิษณุ ยังปฏิเสธให้ความเห็นประเด็นรัฐบาลจะคุมเสียงในสภาฯ ได้หรือไม่ เพราะฝ่ายค้านจะเดินเกมไม่เข้าร่วมเป็นองค์ประชุม และขอให้ไปถามทางวิปฯ พร้อมยอมรับ ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ที่ ส.ส.จำนวนมาก ใช้วิธีลาออกเพื่อกดดันให้ยุบสภาฯ โดยยกตัวอย่างสมัย จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกฯ เคยมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากการแต่งตั้ง ต้องการให้นายกฯ คนใหม่ แต่งตั้ง สนช.ใหม่ จึงทยอยลาออกครั้งละ 5-10 คน จนกระทั่งถึงครึ่งหนึ่ง นายกฯหลังจากนั้นคือ สัญญา ธรรมศักดิ์ จึงยุบสภาฯ และแต่งตั้งสมาชิกใหม่โดยสภาสนามม้า  

“ไม่มีกฎหมายใดบอกว่าหากลาออกกันเยอะแล้วจะต้องยุบ แต่โดยวิธีปฏิบัติแล้วก็ไม่รู้จะอยู่ทำไม และหากจะพูดไปแล้วสมาชิกร่อยหรอลง หรือลาออกไปจนเหลือแค่ 200 คนก็ประชุมได้ เพราะจะเลือกตั้งซ่อมก็ไม่ได้ เนื่องจากอายุสภาฯ เหลือเวลาน้อย และถ้า 200 คนนั้น จะมาประชุมก็ประชุมได้ โดยยึดองค์ประชุมครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ ดีไม่ดีพวกที่คิดจะทยอยลาออก จะทำให้รัฐบาลทำอะไรได้อีกตั้งเยอะ แต่ผมไม่ได้หมายความว่าจะให้ทำอย่างนั้นนะ แต่ต้องการทำให้เห็นว่ากลไกสภาฯ ไม่เวิร์คแล้ว อย่างไรก็ตาม เป็นความชอบธรรมที่รัฐบาลจะอยู่ได้ไม่มีปัญหา ไม่ติดอะไร ผมเองก็ยังเสียวอยู่เลยว่าลาออกกันเหลือแค่นี้ รัฐบาลอาจคิดว่าดีแล้ว เพราะต่อไปนี้กฎหมายอะไรที่ค้างกัน ก็เอาเข้าสภาฯ ช่วงนี้เสียเลย” วิษณุ กล่าว 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์