วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงทิศทางการโหวตรายงานผลการศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรม ในวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคมนี้ว่า ต้องทำความเข้าใจว่าเป็นรายงานการศึกษาไม่ใช่ พ.ร.บ. เมื่อปีที่แล้วกระแสเรื่องนิรโทษกรรมมาแรง พรรคก้าวไกลในขณะนั้นได้ยื่นกฎหมายนิรโทษกรรมเข้ามา 4 ฉบับ ณ ขณะนั้นในฐานะพรรคหลักของรัฐบาล ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ขอให้ศึกษาดูก่อน การตั้งกรรมาธิการศึกษาก็มาจากทุกพรรค มีทั้งศาล นักวิชาการ และอัยการ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ข้อมูล ในการศึกษาครั้งนี้ก็ไม่ได้ฟันธงว่า จะให้หรือไม่ให้ แจ้งเป็นเพียงผลการศึกษา
วิสุทธิ์ กล่าวว่า หากวันพฤหัสบดีนี้เข้าสภาฯ ก็มี 2 ทางคือ หากสภาฯ เห็นชอบกับข้อสังเกตก็ส่งหน่วยงานและรัฐบาล แต่จะทำตามหรือไม่ก็แล้วแต่ ไม่ได้บังคับว่า ให้ทำหรือไม่ให้ทำ หรือหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหลายพรรคไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตก็ถือว่า ตกไป ไม่ต้องส่งให้หน่วยงานไหน ไม่มีอะไรเป็นที่น่ากังวล ส่วนจะลงมติอย่างไรก็ได้ฟังจากกรรมาธิการทุกพรรค และการอภิปรายจาก สส. ถือว่า ได้รับทราบแล้ว และในวันพฤหัสนี้ พรรคเพื่อไทย จะประชุม สส.เพื่อให้แสดงความคิดเห็นและขอมติพรรคก่อนว่า จะไปในทิศทางใด ไม่สามารถไปตัดสินใจว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ทุกอย่างต้องผ่านมติพรรค
อย่างไรก็ตาม ขอย้ำจุดยืนเรื่อง ม.112 ว่า พันเปอร์เซ็น ล้านเปอร์เซ็น ไม่แก้เรื่อง 112 โดยเด็ดขาด ส่วนจะปล่อยให้มีการฟรีโหวตเน้นเรื่องนี้หรือไม่ วิสุทธิ์ ยืนยันว่า ต้องคุยกันก่อน ในพรรคต้องปรึกษาหารือ ชูศักดิ์ในฐานะประธานศึกษารายงานฉบับนี้ก็ต้องไปชี้แจงต่อในพรรค เพื่อให้สมาชิกได้ซักถามก่อน ซึ่งจะไปในทิศทางใด ต้องรอวันพฤหัสบดีตอนเช้า
ทั้งนี้ ยืนยันว่า หากรายงานฉบับนี้ไม่ผ่าน ก็ไม่เสียหน้า เพราะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ได้มีแต่พรรคเพื่อไทย แต่มีทุกพรรค ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ที่ร่วมกันศึกษาไม่ใช่พรรคเพื่อไทยพรรคเดียว เพราะฉะนั้น อย่าไปว่า ชูศักดิ์ ที่เป็นประธานกรรมาธิการแล้วจะเสียหน้า เช่นที่ผ่านมารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการขุดคลองไทยฯ ที่ศึกษาโดยรัฐบาลก็ถูกตีตกในสภาก็ไม่เห็นเป็นอะไร ทุกคนยอมรับได้หมด เป็นเพียงผลการศึกษา ไม่ใช่กฎหมายของพรรคเพื่อไทย
เมื่อถามว่า หากสภาโหวตตกทิศทางการตรากฎหมายจะเป็นอย่างไร วิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน ไม่ใช่ว่าเห็นกับข้อสังเกตแล้วส่งให้รัฐบาล รัฐบาลจะไปทำตามก็ไม่เกี่ยว รัฐบาลอาจรับไว้เฉยๆ แต่ไม่จำเป็นต้องดำเนินตามผลการศึกษา และขณะนี้ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมอยู่ในวาระหลายฉบับ แต่ต้องดูอีกทีว่าจะเข้าในสมัยนี้หรือสมัยหน้า เพราะวิปยังไม่ได้หยิบเข้ามาพิจารณา
วิสุทธิ์ ย้ำว่า ที่เข้าสภาเป็นเพียงรายงานผลการศึกษานิรโทษกรรมไม่ใช่พระราชบัญญัติ ส่วนผลการโหวตรายงานการศึกษาจะเป็นจุดชี้ทิศทางการออกกฏหมายหรือไม่ วิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง เช่นตัวเองเคยเป็นประธานพิจารณาแลนด์บริดจ์ ก็ส่งให้รัฐบาลไปพิจารณา แต่ไม่ทำก็ไม่เป็นไร
วิสุทธิ์ ยังกล่าวถึงการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม 2 สภาฯ ในการพิจารณาพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ฉบับที่...พ.ศ....ว่า เป็นการพิจารณาร่วมกันของทั้ง 2 สภา ถ้าเห็นชอบตามฝ่าย 1 ฝ่ายใดที่เสนอมา ก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบกับสมาชิกวุฒิสภา เรื่องนี้ก็จะต้องพักไว้ 180 วัน เมื่อครบ 180 วันแล้ว ก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายได้
ส่วนยังยืนยันที่จะใช้การทำประชามติแบบเสียงข้างมากชั้นเดียวหรือไม่นั้น วิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่กล้ายืนยันแทนกรรมาธิการ แนวทางของทั้งกรรมาธิการฝั่งสส.และสว.จะเป็นอย่างไร ก็ต้องให้เกียรติ แต่คาดว่าข้อสรุปน่าจะดำเนินการได้ไม่ช้าภายในเดือนนี้ ส่วนจะประชุมวันไหนตนไม่สามารถไปกำหนดแทนได้ แต่เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่น่าหนักใจ
วิสุทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทย มองว่า การทำประชามติแบบชั้นเดียว ไม่ยุ่งยากมาก แต่ก็ต้องปล่อยให้กรรมาธิการทั้งสองฝ่ายพิจารณา อาจจะมีข้อเสนอที่ดีออกมาก็ได้ และไม่ขอฟันธงว่า จะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้
ส่วนแนวโน้มจะทำในการทำประชามติไม่ทันช่วงต้นปีหน้าหรือไม่นั้น วิสุทธิ์ กล่าวว่าถ้าทันก็ดี เราก็ไม่ต้องเสียงบประมาณอีก 2-3 พันล้านบาท แต่ถ้าไม่ทัน ต่อไปการทำประชามติก็ต้องใช้งบอีก นี่คือข้อที่กังวล ไม่ได้กังวลเรื่องความคิดต่างกัน แต่กังวลในเรื่องของการใช้งบประมาณต่อครั้ง เป็นเงินมหาศาล เอาไปทำอ่างเก็บน้ำได้ทั้งจังหวัด
ทั้งนี้ หากทางสว.ยังคงยืนยันที่จะใช้การทำประชามติแบบ 2 ชั้น สุดท้ายจะต้องสุดท้ายจะต้องจบที่ต้องพักกฎหมายไว้ 6 เดือนหรือไม่ วิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้ ที่บอกไปก็เสียดายงบประมาณ แต่เชื่อว่า กรรมาธิการน่าจะเจรจาให้ได้ทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งก็ไม่อยากตัดสินใจแทนกรรมาธิการ
วิสุทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยเสนอให้ใช้สัดส่วน 1 ใน 3 แทนเสียงข้างมากว่า เป็นความคิดของพรรคอื่น เราไม่วิพากษ์วิจารณ์ และขอให้กรรมาธิการไปคุยกันก่อน
ส่วนรัฐบาลได้ส่งสัญญาณเรื่องนี้บ้างหรือไม่หลังจากที่มีการพูดคุยในการร่วมรับประทานอาหารค่ำเมื่อวานนี้ วิสุทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ เพราะเมื่อวานก็ไม่ได้ไปร่วมรับประทานอาหารด้วย และก็ไม่ทราบว่า เขาคุยกันเรื่องอะไรบ้าง
วิสุทธิ์ ยังกล่าวถึงคดีตากใบที่รัฐบาลอาจจะพิจารณาเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนดไม่ให้คดีหมดอายุความว่า ไม่ทราบเรื่องที่เลขาธิการพรรคเพื่อไทยพูด แต่หลายคนบอกว่า เพื่อไทยปัดความรับผิดชอบ
“ผมต้องบอกว่า วันที่เขามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยและเป็นผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ ตอนนั้น ก็ยังไม่ถูกฟ้องร้องคดีใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าวันนั้นยังบริสุทธิ์อยู่ และศาลยังไม่ได้รับเป็นคดีในขณะนั้น ต้องให้ความเป็นธรรม ส่วนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ผมไม่ทราบรายละเอียด ไม่กล้าไปฟันธงฉะนั้นเรื่องนี้เกิดมา 20 ปี ผ่านมาหลายรัฐบาลแล้ว บางรัฐบาลอยู่เป็น 10 ปี แต่จะมาโยนให้พรรคเพื่อไทยรับอย่างเดียวคงไม่ถูก ตอนนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ว่าตามศาล ว่าตามตำรวจ ให้ไปดำเนินการอำนวยความยุติธรรม”
— วิสุทธิ์ กล่าว
วิสุทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของการตั้งกรรมาธิการว่า มีการวิ่งเต้นกัน รัฐบาลได้มีการกำชับอะไรหรือไม่ เพราะคนที่ถูกกล่าวหามาในฐานะโควตาของรัฐบาลด้วย โดย วิสุทธิ์ ระบุว่า แต่ละพรรคมีสัดส่วนในการนำเสนอคนมานั่งเป็นกรรมาธิการ เราไม่สามารถทราบได้ว่าพรรคไหนจะเสนอใครมานั่งเป็นกรรมาธิการ และไม่สามารถตรวจสอบได้ทัน อย่างพรรคเพื่อไทยได้สัดส่วน 7 คน ดังนั้นพรรคอื่นได้โควตามาแล้ว จะส่งใครมาก็ต้องตรวจสอบ ตามที่ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เคยได้พูดไว้ว่า นำใครมาก็ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดขึ้น แต่ละพรรคการเมืองต่อไปนี้ก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะมันจะเชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมือง แม้แต่ที่ปรึกษา เลขานุการ ก็ต้องตรวจสอบ พร้อมยกตัวอย่าง สมัยที่เป็นประธานกรรมาธิการการฟอกเงินและยาเสพติด ใครจะมาเป็นที่ปรึกษา ใครจะมาเป็นเลขานุการ ก็ต้องส่งประวัติให้กับสันติบาลตรวจสอบประวัติก่อน ถ้ายึดหลักการนี้ได้ก็จะดี เพื่อตรวจสอบประวัติคนที่จะเข้ามา เพราะเราจะไม่สามารถทราบได้ว่า เขาเป็นใคร แต่ถ้าเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ การตรวจสอบชื่อก็จะไม่ทัน เพราะเป็นการตั้งขึ้นมาโดยเร็ว แต่ละพรรคก็ต้องให้ความร่วมมือช่วยกันตรวจสอบ เพื่อจะได้ให้คนที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ เข้ามาเป็น




