วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฯ ที่พรรคเพื่อไทย เสนอมาเมื่อวันที่ 19 ก.ย. แต่เมื่อได้รับแล้ว ฝ่ายกฎหมายกับกองงานประชุมก็จะเสนอเข้ามาเพื่อดำเนินการบรรจุระเบียบวาระ โดยขั้นตอนต่อไป จะเชิญประชุมผู้แทนรัฐบาล กับวิปสามฝ่าย คือรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา เพื่อนัดวันที่ชัดเจนในการพิจารณา
เดิมผมบอกว่า จะประชุมเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายในช่วงกลางเดือนตุลาคม แต่หากเสร็จเรียบร้อย อาจจะพิจารณาก่อนกลางเดือนตุลาคมก็ได้ เพราะขณะนี้ร่างแก้ไขฯ ของฝ่ายค้านยื่นมาหมดแล้ว
— วันมูหะมัดนอร์ มะทา
เมื่อถามว่าวันที่ 25 ก.ย.จะยังมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาอยู่หรือไม่ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า จะไม่มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้ว และหากจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันดังกล่าวก็ไม่ทัน เนื่องจากจะต้องมีการบรรจุระเบียบวาระก่อนล่วงหน้า 5 วัน
จับตา 6 ประเด็น! ร่างแก้ไขฯ รายมาตรา ฉบับ ‘เพื่อไทย’ รื้อปมจริยธรรม-มติศาล รธน.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเวลาประมาณ 16.30 น. เมื่อวันที่ 19 กันยายน พรรคเพื่อไทยได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมรายมาตรา แก่เจ้าหน้าที่ส่วนงานสารบรรณ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคประชาชน ก็ได้มีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้วเช่นกัน
ส่วนที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ได้ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมรายมาตราเพื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา โดยแบ่งเป็น 6 ประเด็น ได้แก่
1\. แก้ไขมาตรา 98 (7) ว่าด้วยการกำหนดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ซึ่งห้ามบุคคลที่ต้องโทษจำคุกโดยพ้นโทษไม่ถึง 10 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดที่ทำโดยประมาทหรือลหุโทษ ให้รวมถึงความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วย
2\. แก้ไขมาตรา 160 ว่าด้วยคุณสมบัติของรัฐมนตรี ใน 3 ประเด็น คือ
- (4) ว่าด้วยมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ โดยแก้ไขให้เป็น “ไม่มีพฤติกรรมหรือการกระทำที่ประจักษ์ว่า ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต” โดยกำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขบังคับใช้
- (5) ไม่มีพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยแก้ไขให้ชัดเจนว่า ต้องเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการดำเนินการในศาลฎีกา
- (7) ว่าด้วยไม่ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอลงโทษ เว้นแต่ทำผิดโดยประมาท ความผิดลหุโทษหรือ ความผิดฐานหมิ่นประมาท แก้ไขให้นำกรณีดังกล่าวเป็นเหตุความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 แทน
3\. แก้ไขกลุ่มมาตราที่เกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมที่กำหนดเป็นคุณสมบัติของรัฐมนตรี คือ มาตรา 201, มาตรา 202, มาตรา 222, มาตรา 228, มาตรา 232, มาตรา 238 และมาตรา 246
4\. แก้ไข มาตรา 211 ว่าด้วยมติของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยคดีต่างๆ ที่กำหนดให้ถือเสียงข้างมาก แก้ไขโดยกำหนดเงื่อนไข กรณีเป็นคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ สส.-สว. สิ้นสุดลง หรือความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และการวินิจฉัยว่ามีการฝ่าฝืนตามมาตรา 144 ให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ของตุลาการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และแก้ไขเรื่องคำวินิจฉัยที่ผูกพันกับทุกองค์กรนั้นให้เฉพาะคำวินิจฉัยที่เป็นประเด็นหลักโดยตรงของเรื่องที่วินิจฉัยเท่านั้นที่จะผูกพัน
5.แก้ไข มาตรา 235 ว่าด้วยอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีของสส. ซึ่งต้องส่งให้ศาลฎีกาในประเด็นมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ที่กำหนดให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งโดยไม่มีกำหนดเวลา และเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งอีกไม่เกิน 10 ปี โดยแก้ไขระยะเวลา การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 5 แต่ไม่มีการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง
6.แก้ไข มาตรา 255 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรรมนูญ ซึ่งเติมความเป็นวรรคสอง ให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับฉบับใหม่สามารถทำได้
และแก้ไขมาตรา 256 (8) กำหนดรายละเอียดของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ต้องผ่านการออกเสียงประชามติ คือ แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป, หมวด 2 พระมหากษัตริย์ และการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น ซึ่งได้ตัดเงื่อนไขในประเด็นการแก้ไขเกี่ยวกับคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจของศาลหรือองค์กรอิสระ หรือ เรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติหน้าที่หรืออำนาจนั้นได้ออก




