ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมรัฐสภา ในช่วงบ่าย เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มี พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา เป็นประธานในที่ประชุม สมาชิกยังคงอภิปรายอย่างต่อเนื่อง
โดย วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายว่า ได้ประกาศแสดงเจตจำนงตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง จนถึงหลังการเลือกตั้ง ว่าใครรวมเสียงข้างมากได้ ตนจะโหวตให้นายกฯ จากพรรคการเมืองเหล่านั้น สิ่งที่ตนประกาศเจตจำนงทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง ว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองเสียงข้างมาก เนื่องจากเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ทั้งนี้ บ้านเมืองเรากำลังเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย และจะต้องเป็นประชาธิปไตยเต็มใบต่อไป ตนจึงสนับสนุนให้เสียงส่วนใหญ่อันเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเมื่อรวมเสียงข้างมากได้ ก็ถือเป็นความต้องการของคนไทยทั้งประเทศที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง
“ประการสำคัญ คือเป็นการลดความขัดแย้งในบ้านเมือง การตัดสินที่จะให้ใครเป็นนายกฯ นั้น ขึ้นอยู่กับสมาชิกรัฐสภา 750 คน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้างว่าคนนี้ไม่ดี คนนั้นไม่ถูกต้อง หรือไม่มีคุณสมบัติ คน 750 คน จำเป็นต้องเชื่อคนคนนั้นที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาอย่างนั้นหรือ ดังนั้น เสียงของ 750 คน จะเป็นเสียงชี้ขาดว่าใครจะเป็นนายกฯ ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้าง แล้วเราก็ตัดสิทธิ์คนนั้น นี่คือแนวทางที่ตนยึดถือปฏิบัติ” วันชัย กล่าว
วันชัย กล่าวว่า รัฐบาลที่จัดตั้งครั้งนี้ รวมเสียงได้ 314 เสียง จาก 11 พรรคการเมือง ตนเห็นว่าเป็นรัฐบาลที่ก้าวข้ามความขัดแย้งจริงๆ เป็นรัฐบาลที่สลายขั้ว สลายสี สลายความเห็นต่าง จะนำมาซึ่งความปรองดองสมานฉันท์ที่เป็นรูปธรรมจริงๆ หากดูในรัฐธรรมนูญมาตรา 257 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ระบุว่า การปฏิรูปประเทศคือการสร้างความสงบเรียบร้อย สามัคคีปรองดอง รวมถึงมาตรา 258 (5) ระบุว่า การปฏิรูปต้องมีกลไกแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธี ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
“เรื่องความขัดแย้งเป็นปัญหาในประเทศมา 20 ปี สร้างความเสียหายย่อยยับให้ประเทศมานาน ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกแม้แต่ในครอบครัว ก่อให้เกิดความเสียหายแบบประเมินค่าไม่ได้ มีการเผา มีการฆ่ากัน แม้แต่สื่อก็แบ่งฝ่าย บางครั้งถึงขนาดต้องปฏิวัติรัฐประหารกัน ทุกคนเรียกร้องว่าเราต้องปรองดองสมานฉันท์ การปฏิรูปมีหัวข้อใหญ่ คือการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ พอเห็นรัฐบาล 314 เสียง 11 พรรคการเมือง เป็นเรื่องลงตัวเหมาะเจาะ สลายสี สลายพรรค สลายบุคคล มีทั้งเหลือง ทั้งแดงอยู่ในนั้น มีทั้ง กปปส., นปช. พรรคการเมืองที่เป็นผู้นำเป็นทหารก็มี มาร่วมกันเป็นรัฐบาลในการบริหารประเทศ เป็นการปรองดองสมานฉันท์ที่เป็นรูปธรรมที่แท้จริง ทั้งหมดยิ่งกว่าแผนปฏิรูปใดๆ ทั้งสิ้น” วันชัย กล่าว
วันชัย กล่าวด้วยว่า อยากให้การโหวตนายกฯ วันนี้ เป็นการนับหนึ่งของการปรองดองสมานฉันท์ ตนสนับสนุนให้ประเทศเดินหน้า และให้มีรัฐบาลโดยเร็ว ส่วนจะดีหรือไม่ดี ตนว่าผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์พรรคการเมืองจาก 11 พรรคที่เป็นรัฐบาล
“เมื่อได้รัฐบาลจาก 11 พรรค แบบสลายขั้ว สลายสี สิ่งที่จะมีในสภา เราจะมีพรรคฝ่ายค้านจากพรรคก้าวไกล ซึ่งจะเป็นพรรคฝ่ายตรวจสอบที่เข้มแข็ง ที่สำคัญ ตัวนายกฯ ที่มีปัญหาถูกกล่าวหาเรื่องต่างๆ โดยหลักการที่ตนเป็นนักกฎหมาย ใช้หลักว่า ตราบใดก็ตาม ถ้ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือยังไม่มีหน่วยงานใดวินิจฉัยข้อดกล่าวหา บุคคลนั้นต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ดังนั้น ใครจะถูกกล่าวหาอย่างไร ตนคิดว่ายังมีหน่วยงาน องค์กรอิสระต่างๆ ที่จะตรวจสอบต่อไป และเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นการตรวจสอบคนที่เป็นนายกฯ ต่อไป ด้วยเหตุนี้ ตนจึงสนับสนุนพรรคการเมืองที่รวมเสียงข้างมาก แล้วเสนอบุคคลที่เป็นนายกฯ ในวันนี้ ตนสนับสุนนเต็มที่ในหลักการดังที่กล่าวมา หวังว่าสิ่งนี้จะทำให้บ้านเมืองเดินได้ต่อไป เป็นไปตามความหวัง ความต้องการประชาชน และแค่ได้พูดถึงความรัก ความสามัคคีที่จะเกิดขึ้นก็ชื่นใจแล้ว หวังว่าจะเกิดขึ้นจากรัฐบาลนี้” วันชัย กล่าว
โดย วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายว่า ได้ประกาศแสดงเจตจำนงตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง จนถึงหลังการเลือกตั้ง ว่าใครรวมเสียงข้างมากได้ ตนจะโหวตให้นายกฯ จากพรรคการเมืองเหล่านั้น สิ่งที่ตนประกาศเจตจำนงทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง ว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองเสียงข้างมาก เนื่องจากเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ทั้งนี้ บ้านเมืองเรากำลังเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย และจะต้องเป็นประชาธิปไตยเต็มใบต่อไป ตนจึงสนับสนุนให้เสียงส่วนใหญ่อันเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเมื่อรวมเสียงข้างมากได้ ก็ถือเป็นความต้องการของคนไทยทั้งประเทศที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง
“ประการสำคัญ คือเป็นการลดความขัดแย้งในบ้านเมือง การตัดสินที่จะให้ใครเป็นนายกฯ นั้น ขึ้นอยู่กับสมาชิกรัฐสภา 750 คน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้างว่าคนนี้ไม่ดี คนนั้นไม่ถูกต้อง หรือไม่มีคุณสมบัติ คน 750 คน จำเป็นต้องเชื่อคนคนนั้นที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาอย่างนั้นหรือ ดังนั้น เสียงของ 750 คน จะเป็นเสียงชี้ขาดว่าใครจะเป็นนายกฯ ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้าง แล้วเราก็ตัดสิทธิ์คนนั้น นี่คือแนวทางที่ตนยึดถือปฏิบัติ” วันชัย กล่าว
วันชัย กล่าวว่า รัฐบาลที่จัดตั้งครั้งนี้ รวมเสียงได้ 314 เสียง จาก 11 พรรคการเมือง ตนเห็นว่าเป็นรัฐบาลที่ก้าวข้ามความขัดแย้งจริงๆ เป็นรัฐบาลที่สลายขั้ว สลายสี สลายความเห็นต่าง จะนำมาซึ่งความปรองดองสมานฉันท์ที่เป็นรูปธรรมจริงๆ หากดูในรัฐธรรมนูญมาตรา 257 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ระบุว่า การปฏิรูปประเทศคือการสร้างความสงบเรียบร้อย สามัคคีปรองดอง รวมถึงมาตรา 258 (5) ระบุว่า การปฏิรูปต้องมีกลไกแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธี ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
“เรื่องความขัดแย้งเป็นปัญหาในประเทศมา 20 ปี สร้างความเสียหายย่อยยับให้ประเทศมานาน ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกแม้แต่ในครอบครัว ก่อให้เกิดความเสียหายแบบประเมินค่าไม่ได้ มีการเผา มีการฆ่ากัน แม้แต่สื่อก็แบ่งฝ่าย บางครั้งถึงขนาดต้องปฏิวัติรัฐประหารกัน ทุกคนเรียกร้องว่าเราต้องปรองดองสมานฉันท์ การปฏิรูปมีหัวข้อใหญ่ คือการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ พอเห็นรัฐบาล 314 เสียง 11 พรรคการเมือง เป็นเรื่องลงตัวเหมาะเจาะ สลายสี สลายพรรค สลายบุคคล มีทั้งเหลือง ทั้งแดงอยู่ในนั้น มีทั้ง กปปส., นปช. พรรคการเมืองที่เป็นผู้นำเป็นทหารก็มี มาร่วมกันเป็นรัฐบาลในการบริหารประเทศ เป็นการปรองดองสมานฉันท์ที่เป็นรูปธรรมที่แท้จริง ทั้งหมดยิ่งกว่าแผนปฏิรูปใดๆ ทั้งสิ้น” วันชัย กล่าว
วันชัย กล่าวด้วยว่า อยากให้การโหวตนายกฯ วันนี้ เป็นการนับหนึ่งของการปรองดองสมานฉันท์ ตนสนับสนุนให้ประเทศเดินหน้า และให้มีรัฐบาลโดยเร็ว ส่วนจะดีหรือไม่ดี ตนว่าผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์พรรคการเมืองจาก 11 พรรคที่เป็นรัฐบาล
“เมื่อได้รัฐบาลจาก 11 พรรค แบบสลายขั้ว สลายสี สิ่งที่จะมีในสภา เราจะมีพรรคฝ่ายค้านจากพรรคก้าวไกล ซึ่งจะเป็นพรรคฝ่ายตรวจสอบที่เข้มแข็ง ที่สำคัญ ตัวนายกฯ ที่มีปัญหาถูกกล่าวหาเรื่องต่างๆ โดยหลักการที่ตนเป็นนักกฎหมาย ใช้หลักว่า ตราบใดก็ตาม ถ้ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือยังไม่มีหน่วยงานใดวินิจฉัยข้อดกล่าวหา บุคคลนั้นต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ดังนั้น ใครจะถูกกล่าวหาอย่างไร ตนคิดว่ายังมีหน่วยงาน องค์กรอิสระต่างๆ ที่จะตรวจสอบต่อไป และเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นการตรวจสอบคนที่เป็นนายกฯ ต่อไป ด้วยเหตุนี้ ตนจึงสนับสนุนพรรคการเมืองที่รวมเสียงข้างมาก แล้วเสนอบุคคลที่เป็นนายกฯ ในวันนี้ ตนสนับสุนนเต็มที่ในหลักการดังที่กล่าวมา หวังว่าสิ่งนี้จะทำให้บ้านเมืองเดินได้ต่อไป เป็นไปตามความหวัง ความต้องการประชาชน และแค่ได้พูดถึงความรัก ความสามัคคีที่จะเกิดขึ้นก็ชื่นใจแล้ว หวังว่าจะเกิดขึ้นจากรัฐบาลนี้” วันชัย กล่าว




