วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่มีข้อเสนอต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อลดเกณฑ์การออกเสียงเรื่องที่จะผ่านประชามติจากเดิมต้องใช้เกณฑ์มีผู้มาออกเสียงเกิน 50% ของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ และผู้มาออกเสียงประชามติ
โดยวันชัย มองเรื่องนี้ว่า ในฐานะอดีต กมธ.ร่วมรัฐสภา ที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ในรัฐสภาชุดที่ผ่านมา ไม่เห็นเหตุของความจำเป็นของการแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าว อีกทั้งในการพิจารณาประเด็นดังกล่าวนั้น ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะหากมีผู้ออกมาใช้สิทธิ หรือออกเสียง เพียง 20% - 30% อาจจะถือว่าการประชามตินั้นไม่ชอบได้
ผมไม่เห็นปัญหาหรืออุปสรรคใด หรือปัญหาที่จะทำให้แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ด้วยเหตุของเนื้อหาของกฎหมายประชามติ ซึ่งหลักเกณฑ์เรื่องการมาใช้สิทธิออกเสียงที่กำหนดไว้ในกฎหมายประชามติที่เพิ่งบังคับใช้นั้น เพื่อให้เกิดความชอบธรรมต่อการแก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากจะลดหลักเกณฑ์ดังกล่าวอาจจะทำให้ไม่เกิดประโยชน์และอาจจะกระทบต่อผลของการออกเสียงประชามติที่ลดลงได้
นอกจากนี้ ยังมองเหตุผลที่ฝ่ายผู้เปิดประเด็นดังกล่าว หรือพรรคการเมืองที่ออกมาสนับสนุนนั้น เป็นมุมมองเรื่องการเมือง ไม่มีประโยชน์สำหรับประชาชนหรือประเทศ เพราะในหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้นั้น สาระสำคัญเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ และส่วนตัวมองด้วยว่า หากจะแก้ไข อาจทำให้ยืดเวลาการแก้รัฐธรรมนูญออกไป จากเดิมที่อาจจะใช้เวลาแค่สมัยของรัฐบาลปัจจุบัน
ส่วนประเด็นการตั้งคำถามประชามติ ที่ขณะนี้พบว่ามีข้อเสนอให้เป็นประเด็นพ่วง เช่น ไม่แก้หมวด 1 และ หมวด 2, ที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นั้น วันชัย เชื่อว่า การตั้งคำถามประชามติต้องมาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเป็นคำถามแบบง่าย และไม่จำเป็นต้องมีประเด็นหรือคำถามพ่วง เช่น เห็นด้วยหรือไม่ต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ โดย ส.ส.ร. ส่วนประเด็นย่อยที่เกิดขึ้นนั้น คือรูปแบบของการรับฟังความเห็นของอนุกรรมการรับฟังความเห็น เพื่อนำไปประกอบการศึกษาแนวทางการทำประชามติเท่านั้น




