เกม “ฮั้ว สว.” เดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ขณะที่ทุกสายตาจับจ้องคำวินิจฉัยของ กกต. ว่าจะออกมาในทิศทางใด ท่ามกลางข้อสงสัยต่อกระบวนการได้มาซึ่งผู้แทนในสภาสูงมีความโปร่งใสเพียงใด
รายการ “สนามข่าว 96” หยิบยกปมร้อนนี้มาพูดคุยกับอดีตสมาชิกวุฒิสภา โดยชวนย้อนมองตั้งแต่ต้นทางของการเลือก สว. พร้อมวิเคราะห์ถึงผลการวินิจฉัย
มองกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ต้องมีการเตรียมการและวางแผน
วันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เผยมุมมองต่อกรณีฮั้วเลือก สว. โดยเท้าความว่า เดิมเข้าใจว่า กกต. จะมีผลพิจารณาภายในเดือนสิงหาคม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจาก กกต. ว่าผลจะออกมาในรูปแบบใด
วันชัยย้อนถึงช่วงที่ดำรงตำแหน่ง สว. และกฎหมายเกี่ยวกับการเลือก สว. ถูกประกาศใช้ โดยในเวลานั้นเคยเดินทางไปบรรยายเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. ทั่วประเทศ รวมถึงเคยชักชวนผู้ทำงานด้านสื่อมวลชนให้ลงสมัคร เพราะมองว่าผู้ที่มีคุณสมบัติครบ มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และทำงานด้านสื่อมวลชนมาเป็นเวลานาน ย่อมมีโอกาสแข่งขันในสนามเลือก สว. ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับไปที่ผลการเลือก สว. และจำนวนบุคคลที่ได้เข้ามาเป็นกลุ่มเดียวกันจำนวนมาก วันชัยเห็นว่า การจะได้คนจำนวนมากมาเป็นกลุ่มเป็นก้อนเดียวกัน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่แต่ละคนลงสมัครด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการเตรียมการ วางแผน จัดคน และประสานงานกับผู้สมัครในหลายกลุ่ม
เขาระบุว่า หากมีการจัดคน มีการประสานงาน และมีการฮั้วกันจริง การกระทำดังกล่าวถือเป็นการทุจริตและผิดกฎหมายทั้งหมด โดยมองว่าหากไม่มีการเตรียมการในลักษณะดังกล่าว การจะได้ สว. จำนวนมากมาเป็นกลุ่มเดียวกันย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก
เทียบคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ชี้ “ฮั้ว สว.” กระทบระดับประเทศ
วันชัยเปรียบเทียบกรณีฮั้วเลือก สว. กับคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น โดยมองว่าทั้งสองกรณีมีลักษณะคล้ายกันในแง่ที่ต้องมีการเตรียมการ วางแผน และกระทำการที่เข้าข่ายทุจริตผิดกฎหมาย
แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ คดีสอบท้องถิ่นเกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับท้องถิ่น ขณะที่ สว. เป็นผู้แทนประชาชนในระดับประเทศ และมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมาย รวมถึงการควบคุมและกำกับการบริหารราชการแผ่นดิน
เขาจึงมองว่า หากกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นมีการดำเนินการไล่ออก ปลดออก และดำเนินคดีอย่างเต็มที่แล้ว กรณีฮั้วเลือก สว. ซึ่งมีผลกระทบในระดับประเทศก็ควรได้รับการดำเนินการอย่างจริงจังเช่นเดียวกัน
“ร่องรอย” คดีฮั้ว สว. ชัดเจน หวั่นปล่อยนานกลายเป็นมะเร็งร้าย
วันชัยเห็นว่า พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. มีร่องรอยที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการที่มีรายชื่อบุคคลจำนวนมากปรากฏเป็นกลุ่ม จึงมองว่าหลักฐานและร่องรอยในกรณีนี้อาจเห็นได้ชัดกว่าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการตรวจสอบทางเทคโนโลยีและการสืบค้นข้อมูลที่ซับซ้อน
พร้อมตั้งคำถามว่า หากปล่อยให้กรณีฮั้ว สว. ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการจัดการอย่างชัดเจน จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ สว. รัฐสภา และรัฐบาล โดยเปรียบเปรยว่าปัญหานี้เป็นเหมือน “มะเร็งร้าย” ที่หากปล่อยไว้ตั้งแต่เริ่มต้นโดยไม่รีบแก้ไขหรือกำจัด ก็จะขยายตัวและสร้างความเสียหายรุนแรงมากขึ้น
วันชัยกล่าวว่า หากผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือถูกตรวจสอบยังยืนยันว่าไม่มีความผิด ทั้งที่มีร่องรอยและข้อสงสัยปรากฏอยู่ ปัญหาก็อาจขยายผลไปถึงบุคคลอื่น ครอบครัว และผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงอาจสร้างผลกระทบต่อรัฐบาลในท้ายที่สุด
คาด กกต. ต้องวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา “ทุจริตผิดกฎหมาย”
เมื่อถามถึงแนวโน้มผลการพิจารณาของ กกต. วันชัยคาดว่า กกต. น่าจะมีการวินิจฉัยและดำเนินการในลักษณะที่ส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยเห็นว่าควรวินิจฉัยให้ชัดว่ามีการกระทำทุจริตในการเลือกตั้ง สว. ครั้งที่ผ่านมาและเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
เมื่อถูกถามว่าจะมีผู้ถูกดำเนินการทั้งหมดหรือไม่ วันชัยตอบว่า ส่วนตัวมองว่าน่าจะเป็นจำนวนมาก แต่หากให้คาดการณ์เพิ่มเติม อาจมีบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลหรือเป็นรัฐมนตรีบางรายที่อาจรอดจากผลกระทบดังกล่าว ทั้งนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของเขา
ยอมรับ “คิดไม่ถึง” จะวางแผนเป็นขบวนการใหญ่
ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ วันชัยย้อนถึงช่วงที่มีการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและที่มาของ สว. โดยยอมรับว่า ในเวลานั้นไม่เคยคิดว่าจะเกิดการเตรียมการและวางแผนกันอย่างกว้างขวางถึงระดับที่เห็นในปัจจุบัน
วันชัยระบุว่า เดิมตนมองว่าการประสานงานระหว่างบุคคลหรือกลุ่มผู้สมัครบางกลุ่มอาจเกิดขึ้นได้ และถือเป็นสิ่งที่พอคาดการณ์ได้ แต่ไม่คิดว่าจะมีการดำเนินการในลักษณะเป็นขบวนการขนาดใหญ่และมีการวางแผนอย่างเป็นระบบถึงเพียงนี้
มุมมองของ วันชัย สอนศิริ ต่อคดีฮั้ว สว. อยู่ที่ความชัดเจนของกระบวนการได้มาซึ่ง สว. โดยเห็นว่า การที่บุคคลจำนวนมากปรากฏเป็นกลุ่มเดียวกันยากจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากมีการเตรียมการ วางแผน จัดคน และประสานงานกันจริง ย่อมเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริตและผิดกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้ กกต. วินิจฉัยอย่างชัดเจน
เพราะหากปล่อยปัญหาให้ยืดเยื้อ อาจขยายผลกระทบจนกลายเป็น “มะเร็งร้าย” ที่กระทบต่อ สว. รัฐสภา และรัฐบาลในท้ายที่สุด




