วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราว่า เบื้องต้นได้รับการประสานจากกองการประชุม ขณะนี้มีร่างที่ถูกบรรจุในระเบียบวาระแล้ว 3 ร่างของพรรคประชาชน แต่ไม่ทราบความชัดเจนกรณีที่เป็นข่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราอีก 2-3 ร่างอีกหรือไม่ จึงต้องรอดูว่า สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ขณะนี้ยังรอความชัดเจนทั้งร่างที่เสนอโดยพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยให้ครบถ้วน ก่อนบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระเพิ่มเติมในเรื่องเดียวกัน เพื่อที่จะพิจารณาพร้อมกัน และคาดว่า น่าจะมีการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงกลางเดือนตุลาคม ตามที่กำหนดว่า หากยื่นแล้วต้องบรรจุในระเบียบวาระไม่เกิน 15 วัน ซึ่งเป็นการพิจารณาตามขั้นตอนที่วิปทุกฝ่ายได้หารือกัน เพื่อกำหนดวันเรียบร้อยแล้ว
ส่วนร่างของพรรคประชาชนที่ส่งมาแล้วจะต้องทำประชามติหรือสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหรือไม่นั้น วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า หากมีการแก้ไขทั้งฉบับ หรือแก้ไขอำนาจองค์กรอิสระ หรืออำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะลดหรือเพิ่มอำนาจ ต้องทำประชามติถามความเห็นประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ขณะที่เรื่องการแก้ไขมาตรฐานจริยธรรม จะต้องพิจารณาว่าแก้ไขเป็นอย่างไร เนื่องจากมีทั้งประเด็นที่ต้องทำและไม่ทำประชามติ ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับสาระสำคัญ
นอกจากนี้ วันมูหะมัดนอร์ ยังกล่าวถึงกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาต้องการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ไม่เห็นด้วยกับการใช้เสียงข้างมากปกติ หรือ SINGLE MAJORITY แต่ให้ใช้วิธี DOUBLE MAJORITY หรือ ‘เสียงข้างมาก 2 ชั้น’ ว่า ต้องรอดูสุดท้ายจะเป็นอย่างไร เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรเคยแก้ไขและประกาศใช้ไปแล้ว ดังนั้นสว.คิดเห็นไม่เหมือนกัน จะต้องมีการแก้ไขอีกครั้งโดยการตั้งกรรมาธิการร่วม ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตามนั้น
ส่วนจะส่งผลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ไม่ต้องทำประชามติ ก็ไม่ต้องรอ แต่ยอมรับว่า หากร่างไหนที่ต้องผ่านการทำประชามติก่อน คงล่าช้า แต่จะทันสมัยประชุมนี้หรือไม่ ไม่ทราบ ไม่อยากพูดไปล่วงหน้า เพราะหากมีการแก้ไขกระบวนการทำประชามติที่ต่างจากร่างเดิม กระบวนการต่างๆ ก็จะล่าช้าไปด้วย
ส่วนการแก้ไขประชามติ อาจจะทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ทันกับรัฐบาลนี้หรือไม่ วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า จะช้าหรือไม่ช้า ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้ามีการแก้ไขกฎหมายประชามติ เวลาที่ดำเนินการมาทั้งหมด ก็ใช้ไม่ได้ ก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ หรือทำประชามติ แต่ถ้ามีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ครึ่งหนึ่ง แต่เห็นชอบไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ์ จึงต้องดูรายละเอียด เพราะขึ้นอยู่กับกฎหมาย แต่ขณะนี้ความเห็นรูปความเห็นร่วมกัน เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่มีข้อยุติ ส่วนจะทันในสมัยรัฐบาลนี้หรือไม่ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ เช่น ประเด็นการทำประชามติเป็นประโยชน์น่าสนใจสำหรับประชาชนหรือไม่ พร้อมยกตัวอย่าง การเลือกสส.ที่มีประชาชนมาใช้สิทธิ์ เกิน 70% เพราะได้รับความสนใจจากประชาชน
ขณะที่การทำประชามติไม่รู้ว่าประชาชนสนใจหรือไม่ แล้วยังไม่รู้ว่าจะถามอะไร และจะคุ้มค่ากับที่ประชาชนต้องเสียเวลามาหรือไม่ หากแก้ไขไม่ถูกใจ ประชาชนก็มองว่า ไม่ออกมาดีกว่า เพราะไม่ให้ความสำคัญทำให้เสียโอกาส เสียเวลา และเสียงบประมาณ ซึ่งเรื่องนี้เดาล่วงหน้าไม่ได้ เพราะยังไม่เกิดขึ้น
ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังให้สัมภาษณ์ถึงความจำเป็นที่ต้องมีมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความสมดุลกฎหมาย แต่กฎหมายเรื่องจริยธรรมในสังคม อาจจะแตกต่างกัน โดยมาตรฐานจริยธรรมของผู้นำศาสนาก็จะต้องสูงในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับผู้พิพากษาที่เป็นองค์กรที่ต้องตัดสินคดีต่างๆ ต้องสร้างความน่าเชื่อถือ ก็จะต้องเป็นไปอีกรูปแบบหนึ่ง รวมถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของทูต ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศก็ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง และในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็ควรจะต้องมีมาตรฐาน ทุกอย่างต้องเพื่อประโยชน์ของประชาชน และประชาชน ยอมรับได้ ถ้าไม่มีก็ไม่ได้ เพราะจะวุ่นวาย หรือมีแล้วอ่อนเกินไป เท่ากับไม่มีก็ไม่ดี หากมีหรือหากเข้มเกินไป ทำให้ทำหน้าที่ไม่ได้ ไม่มีความมั่นคงในการตัดสินใจ ทำให้ไม่กล้าทำอะไรเลย ก็จะทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ จึงคิดว่า ทุกอย่างอยู่ที่ความสมดุลว่า มีแล้วได้ประโยชน์กับประชาชนหรือไม่ และถ้าไม่มี แล้วประชาชนเสียประโยชน์ก็ควรต้องมี
ประธานสภาฯ กล่าวต่อว่า มาตรฐานทางจริยธรรมของแต่ละองค์กรไม่จำเป็นต้องเหมือนกันและที่เป็นปัญหาถกเถียงอยู่ในปัจจุบัน เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 129 กำหนดว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้เขียนมาตรฐานทางจริยธรรมสำหรับศาลรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระและให้บังคับถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสมาชิกรัฐสภาด้วย กลายเป็นประเด็นว่า เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกอาชีพ ถ้าถามว่าดีหรือไม่ แต่บางอย่างปฏิบัติแล้วทำให้เกิดความไม่มั่นคง ทำให้ผู้นำรัฐบาลไม่สามารถตัดสินอะไรๆ ได้เพราะกว่าจะถูกถอดถอน และกังวลว่าจะถูกมาตรฐานทางจริยธรรมทำให้บริหารงานไม่มีความมั่นคง ทำให้คนไม่ไว้วางใจในรัฐบาลเพราะไม่มั่นใจว่าอยู่นานเท่าไหร่ ดังนั้นควรต้องมีความมั่นคงให้พอสมควรแต่มาตรฐานทางจริยธรรมเช่นการไม่โกง ไม่ทุจริต ไม่เอาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้นควรระบุให้ชัดว่า มาตรฐานของแต่ละอาชีพนั้นควรอยู่ตรงไหน เพื่อให้เหมาะสมกับสถานะของผู้นั้นของผู้นั้น
ส่วนพฤติกรรมในอดีตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ควรนำมาเป็นหลักเกณฑ์ในเรื่องของจริยธรรมหรือหรือไม่นั้น วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า กรณีที่เกิดปัญหา เพราะเดิมเราไม่มีการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมที่ชัดเจน แต่ไปตัดสินที่ศาลเลย ซึ่งหากยึดคำพิพากษาของศาล ถือเป็นจริยธรรมของบุคคลทั่วไป แต่สมาชิกรัฐสภาควรมีจริยธรรมระดับหนึ่งไม่เท่ากับคนทั่วไป แต่การที่กำหนดมาตรฐานทางธรรมสูงเท่าพิพากษา ก็คิดว่าเกินไปหน่อย ซึ่งความจริงมาตรฐานสูงเป็นเรื่องดีแต่ปฏิบัติลำบาก
“ถ้าเกินขนาดนั้น ดีหรือไม่ ต้องบอกว่าดี แต่มันปฏิบัติลำบาก เป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรีแล้วไม่กล้าตัดสินใจอะไรสักอย่าง ประชาชนเสียประโยชน์แน่นอน อย่างจริยธรรมของแพทย์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่มีของแต่ละองค์กร” ประธานสภาฯ กล่าว
เมื่อถามว่า มีการยื่นคำร้องว่ามีสส.ลาประชุม 84 ครั้งจากที่มีการประชุม 95 ครั้ง ถือว่าผิดจริยธรรมหรือไม่ ประธานสภาฯ กล่าวว่า พูดยาก เพราะเป็นเรื่องข้อบังคับและกฎหมายที่สส.สามารถทำได้ แต่ก็ตรวจสอบความเหมาะสมได้ และถือเป็นความรับผิดชอบ ซึ่งความจริง กรณีเช่นนี้มีน้อยมากเพราะพรรคการเมืองก็ได้เข้มงวดสมาชิกในการลงมติต่างๆ โดยตลอด แต่กรณีนี้ ถ้ามีการเสนอให้ตรวจสอบก็ต้องนำเรื่องเข้าคณะกรรมการจริยธรรมของสภาราษฎร ซึ่งจะมีอนุกรรมการแต่ละฝ่ายพิจารณาอีกที อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ยังไม่มีการประชุมกรรมการจริยธรรมเนื่องจากขาดองค์ประกอบ จริยธรรมเพราะคณะกรรมการจริยธรรมประกอบด้วยประธานสภาตัวแทนของฝ่ายส.ส. รัฐบาลและฝ่ายค้านและต้องมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีปัญหาว่าขาดผู้นำฝ่ายค้าน แต่ตอนนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้านแล้ว แต่ยังมีปัญหา เรื่องสัดส่วนตัวแทนที่สลับเปลี่ยนกันใหม่ ต้องมาดูสัดส่วนที่เป็นจริงและต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนและต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน ซึ่งจะต้องเป็นไปตามพรรค เพราะบางพรรคแบ่งซีกนั่งฝ่ายค้านครึ่งหนึ่งฝ่ายรัฐบาลครึ่งหนึ่ง ก็ต้องเป็นไปตามกฏหมายที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กำหนด พลังประชารัฐถือว่าเป็นฝ่ายค้าน คาดว่าน่าจะเรียบร้อยได้ในเร็วๆนี้ เพราะมีเรื่องยื่นเข้ามารออยู่ประมาณ 6-7 เรื่อง โดยจะให้ฝ่ายเลขาประธานสภาฯ ไปดำเนินการให้ครบ เพื่อเรียกประชุม
เมื่อถามย้ำว่า คนที่อนุญาตให้ลาได้คือประธานสภาฯ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร วันมูหะหมัดนอร์ กล่าวว่า เรื่องนี้มอบให้พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่หนึ่งเป็นเป็นผู้ดูแลเรื่องการลาของสมาชิก ทั้งนี้ ยอมรับว่า ตามข้อกฎหมาย เป็นเรื่องยาก เพราะกำหนดให้สมาชิกลาได้ ถ้าจำเป็นจำเป็น ซึ่งสมาชิกก็บอกว่าจำเป็น ติดภารกิจ หรือไม่สบาย ก็ต้องมีเหตุผลมา แต่ความเหมาะสมอยู่ตรงไหน คิดว่าประชาชนซึ่งเป็นผู้เลือกสมาชิก คงจะวัดได้
ส่วนในอดีตมีการลามากขนาดนี้หรือไม่นั้น ประธานสภาฯ กล่าวว่า ก็มีคนลา ส่วนใหญ่ที่ลาบางคนเป็นสส.และเป็นรัฐมนตรีด้วย หรือสมัยก่อน นายกรัฐมนตรีเป็นสส. ก็ติดภารกิจเยอะเช่นกัน แต่ไม่แน่ใจว่าจำนวนมากขนาดนี้หรือไม่ เพราะไม่ได้ตรวจสอบย้อนหลัง แต่บางคนไม่ได้เป็นทั้งสองอย่าง ก็ขาดประชุมก็มี แต่ก็เห็นว่า ถือเป็นเรื่องดีที่มีคนสนใจการปฎิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชน และต่อไปก็จะเป็นประเด็นหนึ่งที่เวลาไปเลือกตั้งประชาชนก็จะได้เห็น จึงถือเป็นเรื่องดีที่ทั้งสื่อและประชาชนจะตรวจสอบเพื่อให้การทำหน้าที่เป็นไปอย่างโปร่งใสและชัดเจน
เมื่อถามว่า การตรวจสอบเรื่องลักษณะนี้จะต้องเรียกเจ้าตัวมาชี้แจงหรือไม่ วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า การสอบถามเป็นเรื่องของอนุกรรมการที่จะสอบถามขอข้อมูลเพิ่มเติมและ เราไม่มีกฎหมายที่จะไปบังคับเหมือนศาลว่าต้องมาให้ถ้อยคำ แต่ถ้าเจ้าตัวไม่มาให้ถ้อยคำ ถือเอาตามเหตุการณ์แวดล้อมก็ต้องถือเอาตามเหตุการณ์แวดล้อมและคำร้อง ซึ่งคนที่ถูกร้องก็จะเสียเปรียบเอง




