วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุถึงข้อกังวลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อาจมีผู้ไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รัฐสภาสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลยหรือไม่ หรือจะต้องทำประชามติก่อน
ประธานรัฐสภา ระบุว่า ตอนนี้ได้รับญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญมา 2 ญัตติ คือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และคณะ ซึ่งเป็นของพรรคร่วมรัฐบาล
จากการหารือกับวิป 3 ฝ่าย และผู้แทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 13-14 ก.พ.นี้ โดยวางกรอบเวลาพิจารณา 19 ชั่วโมง
ส่วนข้อกังวลดังกล่าว ประธานรัฐสภา ระบุว่า ไม่ทราบว่าจะส่งให้ศาลตีความในประเด็นใด และใครจะเป็นผู้ยื่น แต่หากมาจากสมาชิกรัฐสภา ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 40 คน และประธานรัฐสภาต้องหารือในที่ประชุมร่วมของรัฐสภาว่าจะมีผู้เห็นด้วยให้ประธานฯ ส่งไปให้ศาลตีความหรือไม่ หากเสียงข้างมากเห็นว่าควรส่ง ประธานก็จะดำเนินการส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนการที่บอกว่าให้ไปทำประชามติก่อน ถึงจะบรรจุการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ ในคำวินิจฉัยของศาล ประธานรัฐสภา ระบุว่า เขาใช้คำว่า ถ้าสภาฯ ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้ไปถามประชาชนก่อน ดังนั้นคำว่า สภาฯ มีความต้องการจะแก้ ต้องตีความว่า สภาฯ หมายถึงอะไร ก็ต้องหมายความว่าที่ประชุมของรัฐสภาเสียงข้างมาก ซึ่งต้องบรรจุญัตติก่อน แต่ถ้าเสนอกฎหมายรัฐธรรมนูญมาอย่างเดียว ถือเป็นความต้องการของพรรคการเมือง หรือประชาชน เรายังไม่ทราบว่ารัฐสภาต้องการจะแก้หรือไม่
ประธานรัฐสภา อธิบายเพิ่มเติมว่า ผมใช้การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะส่งให้ศาล ศาลบอกว่าเรื่องยังไม่เกิด อำนาจการบรรจุญัตติเป็นอำนาจของประธานรัฐสภา เรื่องยังไม่บรรจุ จะไปถามศาลทำไม
อีกทั้งการไปถามศาลว่า ควรทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง ศาลบอกให้วินิจฉัยเอาเอง ดังนั้นผมจึงตีความว่า การที่จะให้รัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องถามมติจากรัฐสภา ดังนั้นต้องมีการประชุม ถ้าวาระแรกในชั้นรับหลักการต้องเสียงข้างมากเห็นชอบมากกว่า 1 ใน 3 แต่หากมีคนไม่เห็นด้วยเกินกว่า 1 ใน 3 ถือว่าญัตติต้องตกไปในวาระแรก ไม่ต้องไปถามประชามติจากประชาชนแล้ว แต่หากวาระแรกผ่าน แสดงว่าต้องการแล้ว
“ผมก็หยุดกระบวนการของรัฐสภา แล้วนำความต้องการไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทำประชามติต่อประชาชนว่าจะเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ ในมาตรา256 และหมวด 15/1 ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็เดินหน้าต่อ แต่หากไม่เห็นด้วยก็ยุติทั้งหมด จะได้ไม่ต้องเสียเงินทำประชามติหลายรอบ”
— ประธานรัฐสภา กล่าว
ประธานรัฐสภา ยังระบุว่า การทำประชามติครั้งหนึ่งใช้เงิน 3 พันล้านบาท ดังนั้นหากเราถามประชาชนก่อน ประชาชนบอกเห็นด้วย แต่มาประชุมรัฐสภา รัฐสภาบอกไม่เอาด้วย ก็เสียเงินไป 3 พันล้านเปล่าๆ ที่เอาไปทำอะไรได้ตั้งเยอะ




