อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล จากนั้น พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายก รมว.คมนาคม นำ วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา เข้าพบนายกรัฐมนตรีบนตึกไทยคู่ฟ้า โดย วันนอร์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเชิญตนมาหารือถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม แต่อาจจะมีผลกระทบ ในฐานะที่ตนพอจะรู้เรื่อง ประเทศมุสลิม นายกฯ จึงเชิญมาหารือ ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ชาวมุสลิมในประเทศไทยไม่ต้องกังวลอะไร เนื่องจากประเทศเรามีกำหนดท่าทีที่เป็นกลาง และเราพร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงของสหประชาชาติและอาเซียน เราไม่มีปัญหา เพราะสนับสนุนการการเจรจา เพื่อให้เกิดสันติภาพ
เมื่อถามว่า ประเมินสถานการณ์การสู้รบจะยืดเยื้อหรือไม่ วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่มีใครทราบได้ เพราะเป็นเรื่องของ 2-3 ประเทศ ที่เกี่ยวข้อง แต่การกำหนดท่าทีของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในประเทศเหล่านั้นให้มีความปลอดภัย หรือประชาชนมีความประสงค์จะเดินทางกลับไทย ก็ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องรีบดูแล และมองว่าขณะนี้ทางอาเซียนมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศแล้ว และมีการวางท่าทีและบทบาทที่เหมาะสม รวมไปถึงเป็นประโยชน์ต่ออาเซียน
วันมูหะมัดนอร์ กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าหลายประเทศพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการให้ความช่วยเหลือคนไทย เพราะทุกครั้งที่เกิดปัญหาทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่สันติสุขสันติภาพ และเราไม่มีปัญหากับประเทศใด เขาก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
"คนไทยส่วนใหญ่ที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง 80% เป็นนิกายสุหนี่ แต่อิหร่านเป็นนิกายชีอะห์ กว่า 90% ว่าความเห็นในด้านศาสนาจะแตกต่างแต่ความเป็นอยู่ก็ใกล้เคียง ไม่ได้มีความขัดแย้งในทางนิกาย ที่จะนำไปสู่ความไม่สงบสุขได้ อยู่ด้วยกันได้ไม่มีปัญหา ซึ่งในประเทศไทยเองนิกายชีอะห์มีอยู่ประมาณ 10 %"
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการหารือเรื่องงานสภากับนายกฯด้วยหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้ กกต. รับรอง สส.ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อครบแล้ว วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี แต่คิดว่างานสภาไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะขณะนี้ กกต. รับรอง สส. ครบถ้วน และพร้อมที่จะเปิดสภาแล้ว ซึ่งตามขั้นตอนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะทำหนังสือถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อกราบบังคมทูลฯ เปิดสมัยประชุม โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนจะต้องปฏิญาณตนก่อนปฎิบัติหน้าที่
เมื่อถามว่าพรรคประชาชาติ เข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ด้วย จะมีการพูดคุยเรื่องตำแหน่งอย่างไรหรือไม่ วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เราฟังเสียงประชาชน และเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ประชาชนเลือกมากที่สุด มาเป็นอันดับ 1 จึงเป็นหน้าที่พรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล และมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ และเมื่อภาวะสงครามตะวันออกกลางยิ่งต้องจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จโดยเร็ว เพราะการเจรจาในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการอาจจะลดความเชื่อถือลง
เมื่อถามว่าไทม์ไลน์การเปิดประชุมสภานั้น วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่าเป็นเรื่องของสภากับรัฐบาลเนื่องจากต้องมีการกราบบังคมทูลฯ ไม่สามารถกำหนดเองได้
ทั้งนี้ วันมูฮัมหมัดนอร์ มะทา ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือกับ นายกฯ ว่า ในการพูดคุย ได้หารือกันถึงท่าทีของประเทศไทย ที่ทำอยู่ในขณะนี้ ซึ่งตนและนายกรัฐมนตรี ต่างมีความเห็นตรงกัน ว่าการวางตัวเป็นกลาง การเร่งดูแลคนไทย ที่อยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง และการอำนวยความสะดวก ให้ คนไทยได้กลับมาประเทศไทย เป็นสิ่งที่เหมาะสม
จากนั้น พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีที่นายกฯได้ขอคำแนะนำจาก วันมูหะมัดนอร์ ว่าขณะที่มีเหตุการณ์รุนแรงในตะวันออกกลางเราควรวางตัวอย่างไร โดย วันมูหะมัดนอร์ ได้บอกว่าการวางตัวของนายกฯของประเทศไทยเหมาะสมที่สุดซึ่งเราต้องวางตัวเป็นกลาง
เมื่อถามว่า วันมูหะมัดนอร์ แนะนำให้ทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พิพัฒน์ กล่าวว่า ยัง ตอนนี้ทุกอย่างต้องดูสถานการณ์ที่จะก้าวต่อไป ไม่ว่าจะเดินไปในทางที่ดีขึ้นหรือถอยหลังกลับมาในสถานการณ์ที่ไม่ดี ถ้าเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้นนายกฯ อาจต้องเชิญ วันมูหะมัดนอร์ มาปรึกษาอีกครั้ง โดยขณะนี้ วันมูหะมัดนอร์ ได้แนะนำให้เราทำตัวนิ่งๆ เพื่อดูแนวโน้มเหตุการณ์จะไปทิศทางใด
ส่วนความชัดเจนในการรับคนไทย 200 คน จากอิหร่านไปยังที่ตุรกี เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย พิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงการตัดสินใจของผู้ที่จะเดินทางว่าพร้อมหรือไม่ เพราะระยะทางไกล 1,000 กิโลเมตร ไม่ได้ง่าย อาจมีด่าน รวมถึงผู้ที่ประสงค์ดีและประสงค์ไม่ดี ซึ่งไม่สามารถไปคาดการณ์ได้ จึงต้องประเมินสถานการณ์ให้ดูแล้วปลอดภัยที่สุดถึงจะเคลื่อนย้าย
ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องเครื่องบินที่นำคนไทยกลับ มีความพร้อมใช่หรือไม่ พิพัฒน์ กล่าวว่า จากที่นายกฯ พูด จะใช้เครื่องบินพาณิชย์เหมาลำ ที่บินผ่านน่านฟ้าตุรกี เข้ามาที่ไทยซึ่งค่าใช้จ่ายจะถูกกว่านำเครื่องของทหารอากาศไปรับ จะมีเรื่องของการขออนุญาตและเรื่องความมั่นคง การประกันภัยที่จะยุ่งยากมากกว่า
เมื่อถามย้ำว่า คนที่จะตัดสินใจจะเป็นประชาชนหรือรัฐบาล พิพัฒน์ กล่าวว่า การประเมินของสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำอิหร่าน ที่จะให้ข้อมูลผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรายงานนายกฯ อีกครั้ง




