วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยมุมมองคุณสมบัติของประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องทำหน้าที่ประสานงานกับสมาชิกทุกพรรคการเมือง ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม และเป็นตัวแทนของรัฐสภาทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงต้องมีความเหมาะสมในหลายประการ เพราะเป็นเบอร์หนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ เรื่องประสบการณ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ความตั้งใจย่อมสำคัญกว่า ไปจนถึงความเหมาะสม บุคลิกภาพการวางตัวก็สำคัญ ส่วนอายุไม่น่าจะเป็นอุปสรรคสำหรับยุคสมัยนี้ ‘เดี๋ยวนี้คนหนุ่มคนเก่งเยอะ อาจจะดีกว่าผู้สูงอายุด้วยซ้ำไป’
วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า อุปสรรคสำหรับเวลานี้ คือ พรรคเสียงข้างมากที่จะจัดตั้งเป็นรัฐบาล ต้องตกลงทำความเข้าใจกันว่าจะเสนอบุคคลใดเป็นประธานสภาฯ เพราะไม่เช่นนั้นจะมีความขัดแย้งตั้งแต่ตอนต้น เมื่อเข้าไปโหวตในสภาก็จะมีปัญหา โดยทุกครั้งก็จะมีการตกลงชื่อบุคคลก่อนเข้าไปสู่การโหวต และตามธรรมเนียมส่วนมากก็เป็นพรรคอันดับ 1 ที่จะมานั่งทำหน้าที่ประธานสภาฯ นอกจากในบางครั้งที่มีความจำเป็นเท่านั้นอาจจะไม่ใช่พรรคอันดับ 1 ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อย ส่วนพรรคอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาลและไม่ได้เป็นประธานสภาฯ จะได้โควตารองประธานสภาฯ คนที่ 1 และพรรคอันดับ 3 จะถูกวางตัวเป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ตามลำดับ
เมื่อถามว่า การที่มีความพยายามต่อรองของพรรคอันดับ 2 จะทำอย่างไร วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ก็อยากให้คุยกัน โดยยังมีเวลาจนกว่าจะมีการรับรอง ส.ส.ทั้ง 500 คน ควรจะคุยกันภายในให้ตกลงกันได้ระหว่างหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคทั้งสองฝ่าย ไม่ควรเอาความขัดแย้งไปกระจายออกข้างนอก เพราะประชาชนมีความหวังว่า รัฐบาลใหม่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในประเทศและต่างประเทศได้ ถ้ามัวทะเลาะกันความเชื่อมั่นก็จะลดไป ดังนั้นไม่ควรเอาความขัดแย้งมาแสดงออกข้างนอก การสร้างความเข้าใจหาข้อตกลงที่ดี ควรทำเป็นการภายในจะดีกว่า
ส่วนกรณีนี้พรรคเพื่อไทยควรจะยอมถอยหรือไม่นั้น ไม่ขอก้าวล่วงทั้งสองพรรค เพราะเป็นคนนอกพรรค พร้อมปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกรณีความขัดแย้งระหว่างนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย โดยมองว่า เป็นความเห็นแต่ละบุคคล ไม่ขอก้าวก่ายเช่นกัน
สำหรับกระแสรายชื่อแคนดิเดตประธานสภาฯของพรรคก้าวไกลอย่าง ณัฐวุฒิ บัวประทุม และ ธีรัจชัย พันธุมาศ นั้น วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ทั้งสองคนเชื่อว่าเป็นไปได้ เพราะทั้งคู่มีความสนใจในบทบาทการประชุม ได้ข้อบังคับศึกษาไว้พอสมควร เชื่อว่าปรับปรุงอีกนิดหน่อยก็สามารถทำได้ หากมาทำหน้าที่ประธานสภาฯจริง ตนเชื่อว่าทุกอย่างสามารถศึกษาและเรียนรู้ได้ ส่วนตัวมองว่า ณัฐวุฒิเองก็ทำหน้าที่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามใครจะเป็นประธานสภาฯ ตนก็ยินดีทั้งสิ้น พร้อมจะให้คำปรึกษาหากช่วยเหลือได้ รอบนี้ตนก็เป็นสมาชิกรัฐสภาเช่นกัน ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ แนะนำ เพื่อให้สภาฯ เดินไปด้วยความเรียบร้อย เพราะฝ่ายอื่นปฏิรูปไปเยอะแล้ว สภาฯ ก็ควรจะปฏิรูป เช่น ไม่ให้การประชุมเสียเวลาเกินเหตุ
วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า อุปสรรคสำหรับเวลานี้ คือ พรรคเสียงข้างมากที่จะจัดตั้งเป็นรัฐบาล ต้องตกลงทำความเข้าใจกันว่าจะเสนอบุคคลใดเป็นประธานสภาฯ เพราะไม่เช่นนั้นจะมีความขัดแย้งตั้งแต่ตอนต้น เมื่อเข้าไปโหวตในสภาก็จะมีปัญหา โดยทุกครั้งก็จะมีการตกลงชื่อบุคคลก่อนเข้าไปสู่การโหวต และตามธรรมเนียมส่วนมากก็เป็นพรรคอันดับ 1 ที่จะมานั่งทำหน้าที่ประธานสภาฯ นอกจากในบางครั้งที่มีความจำเป็นเท่านั้นอาจจะไม่ใช่พรรคอันดับ 1 ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อย ส่วนพรรคอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาลและไม่ได้เป็นประธานสภาฯ จะได้โควตารองประธานสภาฯ คนที่ 1 และพรรคอันดับ 3 จะถูกวางตัวเป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ตามลำดับ
เมื่อถามว่า การที่มีความพยายามต่อรองของพรรคอันดับ 2 จะทำอย่างไร วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ก็อยากให้คุยกัน โดยยังมีเวลาจนกว่าจะมีการรับรอง ส.ส.ทั้ง 500 คน ควรจะคุยกันภายในให้ตกลงกันได้ระหว่างหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคทั้งสองฝ่าย ไม่ควรเอาความขัดแย้งไปกระจายออกข้างนอก เพราะประชาชนมีความหวังว่า รัฐบาลใหม่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในประเทศและต่างประเทศได้ ถ้ามัวทะเลาะกันความเชื่อมั่นก็จะลดไป ดังนั้นไม่ควรเอาความขัดแย้งมาแสดงออกข้างนอก การสร้างความเข้าใจหาข้อตกลงที่ดี ควรทำเป็นการภายในจะดีกว่า
ส่วนกรณีนี้พรรคเพื่อไทยควรจะยอมถอยหรือไม่นั้น ไม่ขอก้าวล่วงทั้งสองพรรค เพราะเป็นคนนอกพรรค พร้อมปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกรณีความขัดแย้งระหว่างนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย โดยมองว่า เป็นความเห็นแต่ละบุคคล ไม่ขอก้าวก่ายเช่นกัน
สำหรับกระแสรายชื่อแคนดิเดตประธานสภาฯของพรรคก้าวไกลอย่าง ณัฐวุฒิ บัวประทุม และ ธีรัจชัย พันธุมาศ นั้น วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ทั้งสองคนเชื่อว่าเป็นไปได้ เพราะทั้งคู่มีความสนใจในบทบาทการประชุม ได้ข้อบังคับศึกษาไว้พอสมควร เชื่อว่าปรับปรุงอีกนิดหน่อยก็สามารถทำได้ หากมาทำหน้าที่ประธานสภาฯจริง ตนเชื่อว่าทุกอย่างสามารถศึกษาและเรียนรู้ได้ ส่วนตัวมองว่า ณัฐวุฒิเองก็ทำหน้าที่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามใครจะเป็นประธานสภาฯ ตนก็ยินดีทั้งสิ้น พร้อมจะให้คำปรึกษาหากช่วยเหลือได้ รอบนี้ตนก็เป็นสมาชิกรัฐสภาเช่นกัน ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ แนะนำ เพื่อให้สภาฯ เดินไปด้วยความเรียบร้อย เพราะฝ่ายอื่นปฏิรูปไปเยอะแล้ว สภาฯ ก็ควรจะปฏิรูป เช่น ไม่ให้การประชุมเสียเวลาเกินเหตุ




