ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมพูดคุยในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงประเด็นความเห็นต่างภายในพรรคประชาชน หลัง ปิยบุตร แสงกนกกุล ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรค ผ่านหัวข้อ “บันเทิงธิปไตย” โดยมองว่า ปิยบุตรยังคงทำหน้าที่ในลักษณะ “คนที่เตือน” และพยายามเสนอความคิดเห็นด้วยความห่วงใย แม้หลายครั้งอาจไม่ถูกใจผู้สนับสนุนพรรคหรือผู้ปฏิบัติงานทางการเมืองโดยตรง
ชี้มุมมอง ‘ปิยบุตร’ จากคนนอก คนหน้างานอาจเห็นต่าง
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า การวิพากษ์ดังกล่าวอาจเปรียบได้กับการที่ ปิยบุตรกำลังเตือนลูกศิษย์ พร้อมยกกรณี รังสิมันต์ โรม ซึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว ก็เคยเป็นลูกศิษย์ของปิยบุตร แต่อาจเกิดความแตกต่างระหว่างมุมมองของผู้ที่ “อยู่นอกสนามการเมือง” กับผู้ที่ “ทำงานอยู่หน้างานจริง” โดยอุดมการณ์อาจฟังดูดี แต่เมื่อเข้าสู่การทำงานจริงย่อมมีเงื่อนไขและความซับซ้อนที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม วันวิชิตมองว่าแนวคิดเรื่อง “บันเทิงธิปไตย” ที่ปิยบุตรหยิบยกขึ้นมานั้นน่าสนใจ เพราะปัจจุบันประชาชนต้องรับข้อมูลข่าวสารจำนวนมากในแต่ละวัน จนอาจเกิดภาวะข้อมูลล้น ขณะที่ฝ่ายค้านหรือพรรคประชาชนหยิบยกประเด็นทางการเมืองขึ้นมาติดตาม แต่บางครั้งยังไม่ทันคลี่คลายก็มีประเด็นใหม่เข้ามาแทรก
เตือนฝ่ายค้านอย่าเปลี่ยนประเด็นเร็ว จนพลังตรวจสอบลดลง
ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า การเปลี่ยนประเด็นอย่างรวดเร็วอาจทำให้พลังในการติดตามและตรวจสอบลดลง เพราะประเด็นที่ควรได้รับความสำคัญยังไม่ทันได้รับการติดตามจนถึงที่สุด ก็มีเรื่องใหม่เข้ามาแทนที่
กรณี สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ ‘สส.ไอเดีย’ เป็นตัวอย่างหนึ่ง โดยมองว่าหาก รังสิมันต์เก็บประเด็นดังกล่าวไว้ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจมีน้ำหนักมากกว่าการหยิบยกขึ้นมาในช่วงที่เกิดปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนและให้ความสนใจอย่างมาก
เพราะในช่วงดังกล่าว ทั้งรัฐบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ รวมถึงกลไกรัฐและเจ้าหน้าที่ต่างถูกตั้งคำถามเรื่องการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม การนำประเด็นอื่นเข้ามาแทรกจึงอาจทำให้ความสนใจของสังคมเบี่ยงออกจากปัญหาหลัก
ผศ.ดร.วันวิชิตยกตัวอย่างว่า ข่าวสารในแต่ละวันมีทั้งน้ำท่วม ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา พลังงาน และสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ประชาชนต้องติดตามประเด็นจำนวนมาก ดังนั้น หากฝ่ายค้านจะเลือกติดตามเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็ควรเป็นประเด็นที่ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมและให้ความสนใจ
“ฮั้ว สว.” ต้องมีข้อมูลใหม่ ไม่เช่นนั้นคนอาจอิ่มตัว
ผศ.ดร.วันวิชิต ยังยกกรณี “ฮั้ว สว.” ที่แม้เป็นเรื่องที่มีผู้ติดตามและสนใจอยู่พอสมควร แต่ฝ่ายค้านจำเป็นต้องนำข้อมูลใหม่หรือความเชื่อมโยงใหม่มาเปิดเผย หากต้องการสร้างผลกระทบต่อรัฐบาล
เพราะการเปิดโปงหรือแฉความไม่ตรงไปตรงมาในกระบวนการราชการและการทำงานของฝ่ายการเมืองเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีหลักฐานที่จะนำไปสู่การตรวจสอบอย่างเป็นรูปธรรมโดยองค์กรอิสระ
“บันเทิงธิปไตย” จึงอาจเกิดขึ้นเมื่อประเด็นการเมืองถูกนำเสนอในลักษณะของวาทะ สีสัน หรือการฟาดฟันกัน แต่ไม่มีความคืบหน้าหรือผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการตรวจสอบ
ผศ.ดร.วันวิชิต ยังมองว่าการวิพากษ์วิจารณ์ของปิยบุตรอาจเกิดจากมุมมองของคนที่อยู่ภายนอกและสามารถมองภาพรวมได้รอบคอบมากขึ้น ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างรังสิมันต์, พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือรักชนก ศรีนอก อาจมองสถานการณ์จากเงื่อนไขของการทำงานหน้างานแตกต่างออกไป
จับตา “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” ชี้ฝ่ายค้านต้องรีบใช้จังหวะ
กรณีฝ่ายค้านเตรียมกำหนดท่าทีเรื่องการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ข้อมูลที่ฝ่ายค้านสะสมไว้ควรถูกนำมาใช้ในจังหวะที่เหมาะสม เพราะหากปล่อยให้เวลาผ่านไป ประเด็นอาจหมดความสนใจและสร้างผลกระทบได้น้อยลง
โดยเฉพาะเมื่อมีรัฐมนตรีจากฝ่ายภูมิใจไทย ปรากฏชื่อเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ฝ่ายค้านติดตาม รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับ “ฮั้ว สว.” ซึ่งฝ่ายค้านอาจมองว่าเป็นจังหวะที่ต้องเร่งเดินหน้าเพื่อไม่ให้ประเด็นหมดความร้อนแรง
ผศ.ดร.วันวิชิตประเมินว่า ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ มีโอกาสถูกฝ่ายค้านอภิปรายอย่างแน่นอน ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็เป็นเป้าหมายสำคัญในฐานะผู้รับผิดชอบภาพรวม โดยฝ่ายค้านอาจเลือกอภิปรายทั้งคณะรัฐมนตรี หรือเน้นเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือฝ่ายค้านจะสามารถดึงความสนใจของประชาชนกลับมาได้หรือไม่ เพราะหากนำเสนอข้อมูลเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่มีความคืบหน้า ประชาชนอาจเกิดความอิ่มตัวและล้ากับข้อมูลข่าวสาร
จับตา ‘กล้าธรรม’ โหวตอย่างไร
สำหรับบทบาทของพรรคกล้าธรรมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ โดยควรจับตาไปถึงขั้นตอนการลงมติว่า พรรคจะสนับสนุนรัฐบาล งดออกเสียง หรือโหวตไปในทิศทางเดียวกับฝ่ายค้าน
หากเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งคณะ พรรคกล้าธรรมอาจเลือกเน้นเฉพาะบางรัฐมนตรี โดยเฉพาะ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ
ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่า หากพรรคกล้าธรรมลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะเป็นประเด็นที่น่าจับตา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรครัฐบาลจะสามารถนำผลการลงมติดังกล่าวไปใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อเชิญพรรคกล้าธรรมกลับมาร่วมรัฐบาลได้ทันที สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การวางตำแหน่งทางการเมืองของพรรคกล้าธรรมเอง
ขณะเดียวกัน หากพรรคประชาชนมีข้อมูลสำคัญหรือ “ทีเด็ด” ในการอภิปราย ก็มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายรัฐบาลหรือผู้ถูกอภิปรายจะใช้พื้นที่ดังกล่าวชี้แจงและโต้ตอบ โดยเฉพาะกรณีของสุชาดา ซึ่งอาจทำให้ประเด็นถูกขยายออกไปอีก
เสียงรัฐบาลยังแน่น แต่โจทย์ใหญ่คือ “วิกฤตศรัทธา”
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้อาจไม่สามารถล้มรัฐบาลได้จากข้อจำกัดด้านเสียงและเงื่อนไขทางการเมือง แต่ผลสำคัญอาจอยู่ที่การสะสมข้อมูลและการสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นได้ ปัญหาหลายด้านอาจสะสมจนกลายเป็นวิกฤตศรัทธา โดยเฉพาะปัญหาพลังงานซึ่งมีโอกาสกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง และอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ
ผศ.ดร.วันวิชิตประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้น การระดมกำลังและการเติมกำลังในพื้นที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและก๊าซที่ส่งมายังประเทศไทยและภูมิภาค ทำให้รัฐบาลต้องเตรียมรับมือกับโจทย์ด้านพลังงานอีกระลอก
ซักฟอกปม “ฮั้ว-ทุนเทา” ต้องโยงให้ถึงความรับผิดชอบรัฐบาล
สำหรับประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมุ่งไปที่ประเด็นทุจริตหรือไม่ ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ประเด็นดังกล่าวสามารถนำมาอภิปรายได้ แต่ต้องระมัดระวังเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่อยู่ในอำนาจตรวจสอบขององค์กรอิสระ
หากฝ่ายค้านเลือกประเด็น “ฮั้ว สว.” หรือทุนเทา ก็จะเป็นเรื่องที่รัฐบาลอธิบายได้ยาก หากฝ่ายค้านสามารถเชื่อมโยงให้เห็นถึงการทำงานของรัฐบาลและผลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนประเด็นสแกมเมอร์นั้น ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ไม่ควรหยุดอยู่ที่การโยงกับกรณีของสุชาดา แต่ควรตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลในการปราบปรามทุนเทา เช่น การดำเนินการปิดเว็บไซต์หรือมาตรการต่าง ๆ สามารถทำได้จริงหรือไม่ และผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร
เช่นเดียวกับกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่น ซึ่งฝ่ายค้านสามารถนำมาตั้งคำถามได้ว่า รัฐบาลติดตามและกำกับการดำเนินการไปถึงไหน เหตุใดกระบวนการสอบสวนจึงล่าช้า และรัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด
ชี้ชะตาฝ่ายค้านที่ “ข้อมูลหักล้าง” ไม่ใช่แค่จำนวนเสียง
ท้ายที่สุด ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า แม้รัฐบาลจะยังมีเสียงสนับสนุนเพียงพอและไม่น่ามีปัญหาเรื่องการลงมติ แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือความสามารถของฝ่ายค้านในการนำเสนอข้อมูลที่สามารถหักล้างการทำงานของรัฐบาล และทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อหรือคล้อยตาม
โดยเฉพาะเรื่อง “ฮั้ว สว.” ซึ่งประชาชนติดตามข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายค้านจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลใหม่หรือความเชื่อมโยงใหม่ที่ชัดเจน หากต้องการสร้างผลกระทบหรือความเสียหายทางการเมืองต่อรัฐบาล
ผศ.ดร.วันวิชิตย้ำว่า จุดชี้วัดสำคัญของการอภิปรายไม่ใช่เพียงว่าฝ่ายค้านจะมีข้อมูลจำนวนมากเพียงใด แต่คือข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจน และทำให้สังคมเห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลได้มากน้อยแค่ไหน




