อย่าประมาท! โลกส่งสัญญาณวิกฤต ไทยต้องซ้อมแผน 72 ชั่วโมง–จับตาชายแดนเมียนมา

5 พ.ย. 2569 - 14:15

  • ‘วันวิชิต’ ชี้โลกเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ไทยอย่าหลงคิดว่าภัยวิกฤตอยู่ไกลตัว

  • แนะซ้อมแผนฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง รับมือไฟดับ ไซเบอร์โจมตี และระบบสาธารณูปโภคล่ม

  • จับตาชายแดนเมียนมา กองกำลังชนกลุ่มน้อยแข็งแกร่งขึ้น หวั่นสถานการณ์กระทบความมั่นคงไทย

อย่าประมาท! โลกส่งสัญญาณวิกฤต ไทยต้องซ้อมแผน 72 ชั่วโมง–จับตาชายแดนเมียนมา

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงกระแสการรณรงค์ให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงและภัยพิบัติในระดับภูมิภาค ซึ่งไม่ควรประมาทหรือคิดว่าประเทศไทยเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์จนไม่มีทางได้รับผลกระทบจากวิกฤตต่าง ๆ

สังคมพึ่งพาเทคโนโลยีสูง ไฟดับเพียงชั่วโมงเดียวก็อาจกระทบชีวิต

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะวิถีชีวิตของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยเฉพาะคนเมืองและชนชั้นกลางที่ต้องพึ่งพาเครื่องใช้ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต หากเกิดเหตุไฟฟ้าดับ แม้เพียงหนึ่งชั่วโมงก็อาจสร้างความอึดอัดและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตได้

นอกจากนี้ สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ที่ประชาชนจำนวนมากใช้บริการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์และการโอนเงินผ่านระบบดิจิทัล หากเกิดการโจมตีทางไซเบอร์หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านธนาคารได้รับผลกระทบจนไม่สามารถทำธุรกรรมได้ เงินจำนวนมากที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือก็อาจไม่สามารถนำมาใช้ซื้อสินค้าและอาหารได้

ดังนั้น มองว่าประเทศไทยควรมีการทดลองซักซ้อมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การใช้ชีวิตโดยไม่มีระบบสาธารณูปโภคตามปกติเป็นเวลา 72 ชั่วโมง เพื่อให้เห็นข้อบกพร่องและนำไปปรับปรุงแผนเตรียมความพร้อม อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวต้องอยู่บนพื้นฐานของความตระหนัก ไม่ใช่ความตื่นตระหนก เพราะหลายประเทศในยุโรปเริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติและความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงแล้ว

บทเรียนยุโรปไฟดับ เตือนความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน

ผศ.ดร.วันวิชิต ยกตัวอย่างเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในยุโรปใต้เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส และบางส่วนของอิตาลี โดยส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับระบบการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ประกอบกับสภาพอากาศและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ระบบผลิตไฟฟ้าเกิดปัญหา

ขณะเดียวกัน หลายพื้นที่ในยุโรปยังเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำท่วม และดินโคลนถล่ม ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ดินถล่มในเนปาล ทิเบต และภูฏาน ที่สะท้อนให้เห็นว่าภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่

นอกจากภัยธรรมชาติแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการโจมตีระบบที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ หากโรงไฟฟ้าในจังหวัดหรืออำเภอใดถูกโจมตีจนไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และหากเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประชาชน ก็อาจนำไปสู่วิกฤตที่รุนแรงกว่าเดิม จึงจำเป็นต้องมีแผนสำรอง ทั้งระบบไฟฟ้า การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย หรือการอพยพประชาชน

ชี้การสื่อสารภาครัฐสำคัญ ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจแผนรับมือ

ผศ.ดร.วันวิชิต เปิดเผยด้วยว่า ได้รับเชิญจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการจากหลายสถาบัน โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องตระหนักคือเรื่องการสื่อสาร โดยเฉพาะการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากในการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

โดยยกตัวอย่างกรณีการปรับลดราคาน้ำมัน E20 และ B20 แต่ประชาชนบางส่วนยังไม่กล้าใช้ เนื่องจากมีความเข้าใจว่าน้ำมันดังกล่าวอาจมีประสิทธิภาพต่ำ หรือทำให้เครื่องยนต์เสียหาย ทั้งที่น้ำมัน E20 มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 และรถยนต์ที่ผลิตในช่วงเวลาที่รองรับก็สามารถใช้ได้

ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่า รถยนต์ที่ผลิตตั้งแต่ปีใดสามารถใช้น้ำมันชนิดดังกล่าวได้ รวมถึงรถยนต์เพื่อการเกษตรสามารถใช้ได้หรือไม่ เพราะแม้แต่เรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ยังไม่ใช่สถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ยังมีข้อสงสัยและข้อถกเถียงเกิดขึ้นจำนวนมาก

หากเป็นการสื่อสารเรื่องแผนเผชิญเหตุ 72 ชั่วโมง ซึ่งมีรายละเอียดมากกว่า ทั้งการเดินทาง การขนส่ง การจัดหายานพาหนะ และการซักซ้อมในพื้นที่ต่าง ๆ ตั้งแต่โรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ ไปจนถึงห้างสรรพสินค้าและชุมชน ภาครัฐก็ยิ่งต้องวางแนวทางให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

เตือนปัญหาสินค้าขาดแคลน ต้องวางแผนสำรองและบูรณาการทุกกระทรวง

ผศ.ดร.วันวิชิต ยังกล่าวถึงบทเรียนจากเหตุการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งสิ่งที่สร้างความโกลาหลอย่างมากคือสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอาหารในร้านสะดวกซื้อที่ถูกซื้อจนหมดชั้นวางสินค้า

หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในวงกว้างพร้อมกันหลายพื้นที่หรือหลายประเทศ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดการกักตุนสินค้าและการขาดแคลนสิ่งของจำเป็น จึงต้องเตรียมการล่วงหน้าว่าจะต้องสำรองน้ำ อาหาร และสิ่งจำเป็นต่าง ๆ ให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตกี่วัน

นอกจากการเตรียมสิ่งของจำเป็นแล้ว ยังต้องวางแผนฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคหลังเกิดเหตุ โดยประเมินศักยภาพและเทคโนโลยีที่มีอยู่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าหากเกิดเหตุแล้วจะสามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบกลับมาใช้งานได้ภายในระยะเวลากี่วันหรือกี่ชั่วโมง

ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า ช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและมีทางเลือกทางเทคโนโลยีมากขึ้น ถือเป็นโอกาสที่จะนำมาทดลองซักซ้อมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินไปพร้อมกัน

โดยยกตัวอย่างผู้ที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียมสูง 30-40 ชั้น หากเกิดไฟฟ้าดับและลิฟต์ไม่สามารถใช้งานได้ ประชาชนที่พักอยู่ชั้นสูงจะดำเนินชีวิตอย่างไร หรือจะเดินทางลงมาซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็นอย่างไร รวมถึงผู้สูงอายุในต่างจังหวัดที่อาจได้รับผลกระทบจากการเข้าไม่ถึงสถานพยาบาล ตลอดจนปัญหาการเดินทางและการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งเคยเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา

จึงเห็นว่ารายละเอียดของการเตรียมความพร้อมมีหลายมิติ และอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประชาชนบางกลุ่มหรือทุกคนได้ในที่สุด โดยจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานของทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น

จับตาชายแดนเมียนมาปลายปี เหตุหมดฤดูฝนเปิดทางปฏิบัติการทางทหาร

ส่วนสถานการณ์ความรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า ปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มเกิดขึ้นเป็นวงรอบในช่วงปลายปี เนื่องจากเมียนมาหมดฤดูฝนและเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้สภาพทัศนวิสัยและภูมิประเทศเอื้อต่อการปฏิบัติการทางทหารมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การเคลื่อนกำลังทหารราบและการกระชับพื้นที่ในช่วงฤดูฝนทำได้ยาก จึงมักมีการเตรียมกำลังและปฏิบัติการมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี

อีกปัจจัยสำคัญคือกองกำลังชนกลุ่มน้อยในเมียนมามีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนทั้งจากทุนสีเทาและกลุ่มภายนอกที่ให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธ ขณะที่รัฐบาลเมียนมาเองก็ได้รับอาวุธใหม่จากรัสเซียและประเทศพันธมิตร

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในเมียนมาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเฉพาะกองกำลังอาระกันหรือยะไข่ที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก จนกองทัพเมียนมาไม่สามารถเข้าไปควบคุมพื้นที่ได้ทั้งหมด รวมถึงกองกำลังว้าและกะเหรี่ยงที่มีบทบาทในสถานการณ์ความขัดแย้งเช่นกัน

ผศ.ดร.วันวิชิต เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เคยสอบถาม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงสถานการณ์ความมั่นคงที่น่ากังวล โดย พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ฝั่งกัมพูชาไทยยังมีความได้เปรียบ แต่สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือสถานการณ์ด้านตะวันตก หรือชายแดนเมียนมา ซึ่งไทยจำเป็นต้องใช้กลไกทางการทูตอย่างลึกซึ้งและรอบด้าน

แนะใช้การทูตกองทัพต่อกองทัพ รับมือเมียนมา หวั่นปะทะเสียเปรียบทางภูมิประเทศ

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า การดำเนินความสัมพันธ์กับเมียนมามีความซับซ้อน เนื่องจากกลไกที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเมียนมาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่ต้องอาศัยการพูดคุยระหว่างกองทัพต่อกองทัพด้วย

จึงเห็นได้ว่าผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก และแม่ทัพของไทยต้องเดินทางไปพูดคุยกับฝ่ายเมียนมา เพราะกลไกทางทหารเป็นช่องทางที่ฝ่ายเมียนมาให้ความไว้วางใจมากกว่า ขณะที่การดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ แม้จะพยายามเจรจาและหาทางประนีประนอม แต่การสร้างผลกระทบหรือความคืบหน้าในทางปฏิบัติยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกองทัพเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ยังต้องประเมินความเสี่ยงจากการที่กองกำลังชนกลุ่มน้อยอาจหลบหนีเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหนีภัยสงคราม รวมถึงกรณีเครื่องบินของเมียนมารุกล้ำน่านฟ้าไทย ซึ่งไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตย

อย่างไรก็ตาม หากเกิดการปะทะขึ้นจริง ไทยอาจเผชิญข้อเสียเปรียบด้านภูมิประเทศและยุทธภูมิ เนื่องจากบางพื้นที่เป็นจุดสูงข่ม ขณะที่รถถังไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติการได้สะดวก ต้องใช้กำลังพลเดินเท้าเป็นหลัก จึงมีโอกาสเกิดความสูญเสียมากกว่าพื้นที่ชายแดนด้านตะวันออก

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าทหารไทยไม่มีขีดความสามารถในการสู้รบ แต่เป็นการประเมินความได้เปรียบเสียเปรียบทางกายภาพและภูมิประเทศ เพื่อเตรียมแนวทางรับมือหากเกิดการปะทะขึ้น

ย้ำยังไม่ใช่ปัญหาระหว่างไทย-เมียนมา ต้องรักษาสมดุลมนุษยธรรมและอธิปไตย

ผศ.ดร.วันวิชิต ย้ำว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังเป็นปัญหาภายในของเมียนมา ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับรัฐบาลเมียนมาโดยตรง ซึ่งไทยพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม โดยมีการพูดคุยและแสดงความกังวลต่อกรณีการรุกล้ำพื้นที่ของไทย

ส่วนกรณีกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม ไทยจำเป็นต้องดำเนินการตามหลักมนุษยธรรม เช่น การอนุญาตให้เข้ามารักษาพยาบาลเป็นการชั่วคราว ก่อนผลักดันกลับเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย หรืออาจจัดพื้นที่ปลอดภัยเป็นเขตเฉพาะ แต่ต้องไม่ปล่อยให้การดำเนินการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำกินและวิถีชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดน

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า สถานการณ์ฝั่งตะวันตกมีความแตกต่างจากชายแดนด้านตะวันออก เนื่องจากไม่ได้เป็นประเด็นการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน แต่เป็นความขัดแย้งจากการไล่ปราบปรามผู้ที่ต่อต้านฝ่ายอำนาจในเมียนมา

ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ หากไม่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมก็อาจถูกตำหนิและประณามจากนานาชาติ

ดังนั้น ไทยจึงต้องบริหารความสัมพันธ์ทางการทูตในหลายมิติ โดยกองทัพต้องรับผิดชอบการพูดคุยด้านความมั่นคง ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศต้องประสานงานกับคณะทูตานุทูต โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนในเมียนมา

ทั้งนี้ ผศ.ดร.วันวิชิต เชื่อมั่นว่ากระทรวงการต่างประเทศในยุคที่มี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะสามารถมีบทบาทในการบริหารสถานการณ์ได้ โดยประเมินว่าไม่ว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพียงใด ก็อาจหลีกเลี่ยงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่าง ๆ ไม่ได้ สิ่งสำคัญคือการทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้สถานการณ์สร้างความเสียหายต่อประเทศไทยมากไปกว่านี้

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์