วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงกรณีที่นายนิกร จำนง ประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ระบุอาจทำประชามติไม่ทันการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ว่า การดำเนินการเรื่องนี้ยังถือเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ชัดเจนแล้วว่า ในการเลือกตั้งท้องถิ่นต้นปีหน้า จะไม่ทันการทำประชามติ ส่วนการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีขึ้นในปี 2570 ก็อาจจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ทัน
วราวุธ กล่าวต่อว่า การทำงานเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หัวใจสำคัญอยู่ที่รัฐบาลชุดนี้ จะต้องเร่งดำเนินการเพื่อจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพราะกลไกการทำงานแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อมี สสร.แล้ว อายุ หรือสถานะของ สสร. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวาระของสภาฯชุดนี้ เนื่องจากสภาฯจะครบวาระในวันที่ 13 พฤษภาคม 2570 หากมีการตั้ง สสร. ได้ก่อนหน้านั้น การดำเนินการของ สสร. ก็จะสามารถดำเนินการไปโดยที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับสภาฯ
พร้อมกันนี้ วราวุธ ยกตัวอย่างสมัยรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่รัฐธรรมนูญปี 40 ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงสมัยของรัฐบาลภายใต้การนำของนายบรรหาร แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ สสร. และแม้ว่ารัฐธรรมนูญ 40 ไม่ได้ประกาศใช้ในช่วงรัฐบาลนั้น แต่ประชาชนก็ยังได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้
“ดังนั้น การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ขออย่าเพิ่งหมดหวัง หัวใจสำคัญคือ การเร่งดำเนินการให้เต็มที่ เพื่อให้เกิด สสร.ขึ้นมา รวมถึงจะมีกลไกในการรับฟังความคิดเห็นประชาชนทุกพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การได้มาของรัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับของประชาชนอย่างแท้จริง”
วราวุธ กล่าวด้วยว่า สำหรับการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ก็อย่าเพิ่งกังวลว่าเราจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะกฎหมายเลือกตั้งเป็นกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ต้องแก้ที่ตัวรัฐธรรมนูญอย่างเดียว ยังมีสภาฯที่สามารถแก้ไขกฎหมายมาตราต่างๆ ได้ เว้นแต่กติกาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากมีประเด็นใดที่อยากจะแก้ ก็สามารถใช้สภาฯในการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งได้ จึงอยากฝากเป็นข้อสังเกต และให้กำลังใจกับรัฐบาล
“สำหรับกรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีแนวทางมาค่อนข้างชัดเจน ว่าการแก้ มาตรา 256 จะต้องมีการทำประชามติก่อน ซึ่งเมื่อจัดทำ สสร.แล้ว จะมีการทำประชามติอีกครั้งหนึ่ง แต่จะเป็น 2 หรือ 3 ครั้งนั้น ย้ำว่า ช้าๆ ได้พร้าเล่มงานเสียดีกว่า เพราะหากทำการลัดขั้นตอน แล้วเกิดปัญหา ความพยายามตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา จะกลับไปที่ศูนย์ใหม่ หากเพิ่มเวลาอีกนิด ทำประชามติตามขั้นตอน ท้ายที่สุดแล้ว จะคุ้มค่าเงิน”
วราวุธ ยังมองว่า เครดิตของการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ไม่ได้แปลว่ารัฐธรรมนูญจะต้องประกาศใช้ในรัฐบาลนั้นๆ แต่การที่ทำให้เกิด สสร. คือหัวใจสำคัญมากกว่า เพราะเป็นที่มาที่ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ ฉันใดฉันนั้น เหมือนสมัย รัฐบาลของนายบรรหาร
ขออย่านำปม ‘เกาะกูด’ มาเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ เชื่อ ‘รัฐบาล’ ไม่ยอมให้ไทยเสียเปรียบ
‘วราวุธ’ ขออย่านำปม ‘เกาะกูด’ มาเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ เหตุเป็นพื้นที่ของไทยอยู่แล้ว ยันไม่มีความขัดแย้ง-ไม่เกี่ยวกับอธิปไตย เชื่อ ‘รัฐบาล’ ไม่ยอมให้เสียเปรียบ
วราวุธ ศิลปอาชา รมว.พม.ยังกล่าวถึงเรื่องบันทึกข้อตกลงไทย-กัมพูชา (MOU 2544) เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ภายหลังกัมพูชาลากเส้นแบ่งเขตทับเกาะกูด ว่า ขอให้ความสบายใจว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ กัมพูชาและไทย ไม่ได้มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเกาะกูดเลย เนื่องจากกัมพูชาไม่ได้มีความสนใจในพื้นที่ตรงนี้ตั้งแต่แรก และเส้นเขตแดนนั้นไม่มีเกาะกูดเข้ามาเกี่ยวข้อง
“เชื่อว่าทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี เตะทิ้งไปได้ ไม่ได้อยู่ในข้อสังเกต ข้อกังวล ของ MOU 2544 แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการที่ประเทศไทยใช้มาตรการลากเส้นแบ่งเขตแดนแบบหนึ่ง แต่กัมพูชาใช้อีกแนวคิดหนึ่ง ซึ่งไม่ตรงกัน จึงทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมา และพื้นที่ทับซ้อนตรงนี้ ก็มีทรัพยากรที่อยู่ใต้ดิน คือปิโตรเลียม จึงทำให้ต้องมีการพูดคุยกัน”
วราวุธ ยืนยันว่า ไม่ใช่ข้อขัดแย้ง แต่เมื่อมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงต้องมีคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา (JTC) เกิดขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มีการปรึกษาหารือกันโดยตลอด แต่เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จากนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี มาสู่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงทำให้ต้องมีการตั้งเจทีซีของไทยขึ้นมาใหม่ ขณะที่เจทีซีกัมพูชายังมีอยู่
“สุดท้าย ขอฝากประชาชนว่า อย่าเอาประเด็นการเมืองมาสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เพราะเป็นคนละประเด็นกัน การทำงานระหว่างไทยและกัมพูชา เป็นการพูดคุย และหารือ เพื่อให้ได้ข้อตกลงร่วมโดยเร็วที่สุด ไม่ได้มีความขัดแย้ง และที่สำคัญไม่ได้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของเกาะกูดแต่อย่างใด ย้ำว่า เกาะกูดยังเป็นอำเภอหนึ่งที่อยู่ในจังหวัดตราดของไทย ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น”
วราวุธ กล่าวต่อว่า จากนี้ไปจะเป็นขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตั้งเจทีซีของไทย เพื่อไปหารือกับกัมพูชาต่อไป ในเรื่องทรัพยากรที่อยู่ใต้พื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Overlapping Claims Area : OCA)
“ย้ำว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องเกาะกูด เนื่องจากพื้นที่โอซีเอ ยังจะต้องมีการเจรจากันต่อ ยืนยันว่า เราจะไม่มีการเสียเปรียบกัมพูชา และไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบของใครทั้งนั้น ซี่งการที่สองประเทศมีความคิดต่างกัน จึงจำเป็นต้องมาพูดคุยกันบนโต๊ะ โดยรัฐบาลดำเนินการเต็มที่ และจะไม่ให้เสียผลประโยชน์ของประเทศไทย”




