รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิเคราะห์ผ่านรายการ “สนามข่าว 96” ถึงสถานการณ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องวันอภิปรายได้ โดยมองว่าเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่เรียกว่า “บันเทิงธิปไตย” ซึ่งนักการเมืองต่างฝ่ายต่างเล่นเกมชิงความได้เปรียบ จนกระบวนการตรวจสอบรัฐบาลผ่านรัฐสภาอาจไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ พร้อมเตือนว่าการยื้อเวลาอาจทำให้ฝ่ายค้านเสียโอกาส ขณะที่ความสนใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเมืองกำลังลดลง
ยื้อวันอภิปราย สะท้อน “บันเทิงธิปไตย”
รศ.ดร.โอฬารมองว่า สถานการณ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้เป็นรูปธรรมของคำว่า “บันเทิงธิปไตย” ตามนิยามของ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โดยหากพิจารณาการเมืองไทยย้อนหลัง จะพบความคล้ายคลึงกับช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยถูกมองว่ามีท่าทีแข็งกร้าวและต้องการโค่นล้มรัฐบาล แต่เมื่อถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กลับเกิดเหตุการณ์ประวิงเวลาเพื่อไม่ให้อภิปราย
สถานการณ์ปัจจุบันจึงถูกมองว่าเป็นภาพที่ย้อนกลับมาอีกครั้ง โดย รศ.ดร.โอฬารกล่าวถึงข้อสังเกตเรื่องการทำข้อตกลงระหว่างแกนนำพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมรัฐบาล และตั้งคำถามถึงท่าทีของฝ่ายค้านในการกำหนดวันอภิปรายครั้งนี้
แม้ฝ่ายค้านเตรียมซักฟอกรัฐมนตรีถึง 18 คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การอภิปรายไม่ไว้วางใจของไทย แต่กลับยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องระยะเวลาได้ ทั้งที่หากต้องการอภิปรายถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ก็อาจไม่จำเป็นต้องอภิปรายจำนวนมากถึง 18 รัฐมนตรี
รศ.ดร.โอฬารเห็นว่า หากมุ่งอภิปรายผู้มีบทบาทสำคัญและโครงสร้างอำนาจที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล การใช้ผู้อภิปรายหลักประมาณ 3-5 คน และกำหนดเวลา 3 วัน อาจเพียงพอ แต่การอภิปรายรัฐมนตรีจำนวนมากและไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องวันได้ กลับทำให้กระบวนการตรวจสอบดูยิ่งใหญ่อลังการโดยไม่มีความคืบหน้าชัดเจน
เขายังอธิบายลักษณะการเมืองที่เกิดขึ้นว่า ไม่ได้มีเพียงฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่ยังมี “ฝ่ายค้ำ” “ฝ่ายคอย” และ “ฝ่ายขำ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองกำลังกลายเป็นเกมที่มีทั้งผู้เล่น ผู้สนับสนุน และผู้เฝ้ารอผล มากกว่าการมุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชน
พรรคส้มเสี่ยงเสียกระแส? ประเด็น ‘สส.ไอเดียร์’ ถูก ‘ศิริโชค’ แย่งซีน
รศ.ดร.โอฬารมองว่า การยื้อเวลาอภิปรายไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายค้าน เพราะประเด็นข่าวต่าง ๆ ที่ฝ่ายค้านต้องการผลักดันอาจถูกลดความสนใจลง เมื่อสังคมมีเรื่องใหม่เข้ามาแทนที่
กรณีของ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ ‘สส.ไอเดียร์’ จากพรรคภูมิใจไทย เป็นตัวอย่างที่สะท้อนเรื่องนี้ โดยก่อนหน้านี้ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมา แต่ท้ายที่สุดกระแสความสนใจกลับเปลี่ยนไปอยู่ที่ ศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสามารถช่วงชิงความสนใจจากสังคมได้มากกว่า
รศ.ดร.โอฬารประเมินว่า แม้ปัจจุบัน ศิริโชคจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์โดยตรงในบริบทที่กล่าวถึง แต่ภาพลักษณ์ทางการเมืองของเขาเชื่อมโยงกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสช่วงชิงบทบาทการนำในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านไปจากพรรคประชาชน
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณี สส.คนดังของพรรคประชาชนแชร์ข่าวปลอม ก่อนถูกลากสู่ประเด็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แทนที่จะเป็นคดีเกี่ยวกับการเผยแพร่ข่าวเท็จหรือการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
รศ.ดร.โอฬารตั้งคำถามถึงความผิดปกติของสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมแสดงความเห็นว่า การเผยแพร่ข่าวปลอมในกลุ่มคนที่ไม่พอใจรัฐบาลอาจเพิ่มระดับความตึงเครียดทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อมีการนัดหมายชุมนุมในเดือนถัดไป ทั้งนี้ เขามองว่าประเด็นดังกล่าวควรพิจารณาถึงเจตนาและผลกระทบทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นด้วย
เลื่อนอภิปรายไปเดือนธันวาคม อาจเจอประเด็นใหม่ทางการเมือง
ทางรายการตั้งข้อสังเกตว่า แม้การยืดเวลาอภิปรายอาจทำให้กระแสโจมตีรัฐบาลในช่วงปัจจุบันลดลง แต่การเมืองไทยอาจมีประเด็นใหม่เกิดขึ้นในระหว่างนั้น โดยเฉพาะพระราชกำหนดเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ซึ่งมีโครงการที่อาจกลายเป็นประเด็นตรวจสอบ เช่น โครงการโซลาร์รูฟท็อปล้านหลังคาเรือน และโครงการรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า
รศ.ดร.โอฬารเห็นว่า การกำหนดวันอภิปรายต้องพิจารณาจังหวะทางการเมืองควบคู่กันไป แต่การยื้อเวลาออกไปยังทำให้เกิดข้อสงสัยทางกฎหมายว่า หากการอภิปรายไม่เกิดขึ้นภายในสมัยประชุมปัจจุบัน ญัตติที่ยื่นไว้จะยังสามารถนำมาอภิปรายได้หรือไม่
เขาประเมินว่า ในสมัยประชุมนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดการต่อรองและประวิงเวลากันต่อไป แต่ไม่ถึงกับสรุปว่าการอภิปรายจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ หากฝ่ายค้านต้องการอภิปรายโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” การเลือกอภิปรายรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล, พิพัฒน์ รัชกิจประการ และไชยชนก ชิดชอบ พร้อมผู้เกี่ยวข้องอีกบางส่วน ก็อาจทำให้การอภิปรายภายใน 3 วันเป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อฝ่ายค้านกำหนดผู้ถูกอภิปรายไว้ถึง 18 คน รัฐบาลก็อาจใช้เหตุผลเรื่องภารกิจของรัฐมนตรีหรือการเดินทางไปต่างประเทศเป็นข้อจำกัดด้านเวลา และทำให้การต่อรองยืดเยื้อออกไปอีก
ชี้ยิ่งยื้อ รัฐบาลยิ่งผนึกกำลัง
รศ.ดร.โอฬารกล่าวว่า การต่อรองที่ยืดเยื้ออาจทำให้ฝ่ายรัฐบาลผนึกกำลังกันแน่นแฟ้นขึ้น โดยมองภาพการเมืองในสภาฯ ว่ามีทั้งพรรคภูมิใจไทย (น้ำเงิน) พรรคเพื่อไทย (แดง) และพรรคกล้าธรรม (เขียว) ซึ่งเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา
เขาตั้งข้อสังเกตว่า การเมืองในสภาฯ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยข้อเท็จจริง ข้อมูล และเหตุผลเพียงอย่างเดียว เพราะการรับรู้ของนักการเมืองกับประชาชนอาจแตกต่างกัน ขณะที่การตัดสินใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลบางส่วนอาจขึ้นอยู่กับคำสั่งหรือสัญญาณจากผู้มีอำนาจภายในกลุ่มการเมือง มากกว่าการพิจารณาเหตุผลตามเนื้อหาของประเด็นที่อภิปราย
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเสนอให้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล หันกลับมาคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและความน่าเชื่อถือของระบอบรัฐสภา โดยต่างฝ่ายควรถอยคนละก้าวเพื่อหาจุดสมดุลร่วมกัน
หากฝ่ายค้านต้องการเวลา 5 วัน แต่รัฐบาลไม่เห็นด้วย ก็ควรพิจารณาทางเลือก 4 วัน แทนการยืนยันจุดยืนของตนเองจนไม่สามารถหาข้อยุติได้ เพราะโดยธรรมชาติของการเมืองจำเป็นต้องอาศัยความยืดหยุ่นและการประนีประนอม
แนะอภิปรายเป็นกลุ่มประเด็น ใช้เวลา 4 วันตรวจสอบรัฐบาล
แม้สถานการณ์จะเดินมาถึงจุดที่การเจรจาเรื่องเวลาอาจทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียโอกาสไปแล้ว รศ.ดร.โอฬารยังเสนอว่า ฝ่ายค้านสามารถจัดระบบผู้อภิปรายให้แบ่งตามประเด็น เพื่อให้การอภิปรายมีประสิทธิภาพและบริหารเวลาได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างเช่น แบ่งผู้อภิปรายตามประเด็นความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ การบริหารจัดการภัยพิบัติ และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตหรือการโกงข้อสอบที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเดียวกัน โดยจัดให้แต่ละวันมีประเด็นหลักที่ชัดเจน
เขาเห็นว่า หากวางแผนและจัดกลุ่มประเด็นอย่างเป็นระบบ การอภิปราย 2-4 วันก็มีโอกาสดำเนินไปได้ และหากกำหนดเวลา 4 วัน ก็อาจครอบคลุมเนื้อหาที่ฝ่ายค้านต้องการอภิปรายเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองได้ ก่อนลงมติในวันที่ 5
ส่วนคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่า หากฝ่ายค้านทำการบ้านมาดี การอภิปรายเพียง 10 นาทีก็อาจเพียงพอ รศ.ดร.โอฬารเห็นว่าเวลาเพียง 10 นาทีน้อยเกินไป
เขาย้ำว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนวันอภิปรายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเล่นเกมทางการเมืองที่มากเกินไป จนนักการเมืองอาจประเมินต่ำไปว่าประชาชนไม่เข้าใจสถานการณ์ ทั้งที่ประชาชนเองก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาของประเทศเช่นเดียวกับนักการเมือง
ประชาชนเริ่มเบื่อหน่าย การเมืองขัดแย้งจนความสนใจถดถอย
ในช่วงท้าย รศ.ดร.โอฬารเห็นด้วยกับข้อสังเกตของทางรายการว่า บรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้ทำให้ประชาชนที่เคยคาดหวังจะติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย
เขากล่าวว่า ความสนใจของประชาชนต่อการเมืองกำลังลดลง โดยเฉพาะเมื่อประเด็นที่มีความอ่อนไหวหรืออาจนำไปสู่การแสดงออกทางการเมือง ซึ่งในอดีตมักมีการชุมนุมหรือเคลื่อนไหว กลับไม่ได้เห็นปฏิกิริยามากเท่าที่เคย
สถานการณ์ดังกล่าวอาจสะท้อนว่าประชาชนบางส่วนเริ่มรู้สึกไม่พอใจหรือมองว่าตนเองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เมื่อประกอบกับการเล่นเกมทางการเมืองที่เกินขอบเขตของนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ก็ยิ่งทำให้ความสนใจทางการเมืองของประชาชนถดถอยลง
รศ.ดร.โอฬารสรุปว่า สถานการณ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้สะท้อนภาพของ “บันเทิงธิปไตย” อย่างชัดเจน เมื่อการช่วงชิงความได้เปรียบและการต่อรองทางการเมืองกลายเป็นประเด็นหลัก จนบดบังเป้าหมายสำคัญของการอภิปราย ซึ่งควรเป็นกระบวนการตรวจสอบรัฐบาลในระบบรัฐสภาและรักษาผลประโยชน์ของประชาชน




