ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้เวลาเพียง “17 วัน” นับจากวันเลือกตั้งจนถึงประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 25 ก.พ. โดยเป็นการรับรองผลทั้งที่ยังคงมีเรื่องที่สังคมตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนบัตรเลือกตั้งกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ไม่ตรงกัน หรือ “บัตรเขย่ง” การจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด (Barcode) และคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญและ “อาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ” รวมทั้งตามกฎหมาย กกต. มีเวลาในการพิจารณาเรื่องร้องทุจริตถึง 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง แต่ก็กลับรีบประกาศรับรองผลนั้น
แหล่งข่าวจาก กกต. ระบุว่า ในส่วนการตรวจสอบเรื่องร้องทุจริตนั้น สำนักงานฯ เร่งดำเนินการอยู่ โดยอยู่ในขั้นตอนของการให้จังหวัดดำเนินการสืบสวนสอบสวน ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ แม้จะมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว แต่หากเขตเลือกตั้งใดมีการทุจริต ประชาชนหรือผู้สมัครก็สามารถยื่นร้องคัดค้านได้ภายใน 30 วันนับแต่ประกาศรับรองผล
เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังวันเลือกตั้ง คือ วันที่ 9 ก.พ. จนถึงวันที่ 25 ก.พ. ในพื้นที่เหล่านี้ไม่มีการร้องเรียนแจ้งเหตุทุจริตมาที่สำนักงาน กกต. แม้แต่เขตที่พรรคประชาชนแพ้การเลือกตั้งก็ตาม ทางสำนักงานฯ จึงเสนอให้ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งในเขตเหล่านี้ ซึ่งกฎหมายก็ยังให้อำนาจ กกต. ในการตรวจสอบการทุจริตในเวลา 1 ปี
นอกจากนี้ แหล่งข่าวจาก กกต. ยังระบุด้วยว่า แม้ภาคประชาสังคม นักวิชาการ นักการเมืองบางพรรค รวมไปถึงอดีต กกต. จะออกมาโจมตี กกต. ในเรื่องของการทำบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และมีการยื่นฟ้อง กกต. ต่อหลายหน่วยงาน รวมถึงศาลยุติธรรมนั้น เห็นว่ากฎหมายเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสีย หากพบสิ่งผิดปกติสามารถยื่นร้องต่อ กกต.ได้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งก็สามารถร้องคัดค้านการประกาศผลการเลือกตั้ง หรือร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งได้อยู่แล้ว
แต่กลับพบว่า ภาคส่วนต่างๆ ใช้วิธีไปร้องเรียนหรือยื่นฟ้องดำเนินคดีกับสำนักงาน กกต. ในกระบวนการยุติธรรม ขณะที่สำนักงานฯ จะเน้นการชี้แจงข้อกล่าวหาในกระบวนการยุติธรรมและชี้แจงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่วานนี้ (25 ก.พ.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และคณะ จัดประชุมเพื่อตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง 2569 มีการเสวนาและจัดกิจกรรมตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งของ กกต.
โดย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ระบุว่า ในวันที่ 4 มี.ค. 69 เวลา 13.30 น. จะ “สาธิตการเลือกตั้งจำลอง” โดยจะใช้บัตรเลือกตั้งจำลอง ซึ่งจะมีรูปร่างคล้ายบัตรเลือกตั้งของ กกต. และจะตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงตัวแทนนักเรียน–นักศึกษาเพื่อ “ถอดรหัสว่าบัตรเลือกตั้งแต่ละใบเป็นของใคร” นั้น น่าพิจารณาว่า “บัตรเลือกตั้งจำลองที่ว่านั้นจะมีรูปแบบและคุณลักษณะเช่นเดียวกับบัตรเลือกตั้งของ กกต. หรือไม่”
โดยเห็นว่าบัตรเลือกตั้งคือทรัพย์และเป็นเอกสารทางราชการที่เป็นความลับ “หากมีการจำลองขึ้นมาโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจผิดกฎหมาย เรื่องการปลอมแปลง หรือใช้เอกสารทางราชการปลอมหรือไม่” และขั้นตอนการสืบค้นที่จะจำลองนั้นจะตรงกับหลักเกณฑ์ที่ กกต. วางไว้หรือไม่
หากพิสูจน์ได้ว่าการจำลองดังกล่าวไม่มีข้อมูล หลักฐาน และกล่าวอ้างลอยๆ โดยตั้งสมมติฐานขึ้นเอง ตรงนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหลายมาตรา




