ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2567
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายบางช่วงบางตอนว่า กองทุนนี้เรียกให้เข้าใจว่าเป็นกองทุนสวัสดิการของอดีต สส. สว. ผมกล้าพูดเต็มปากว่ากองทุนนี้อย่างไรก็ต้องติดลบ ถือว่าเป็นกองทุนอภิสิทธิ์ เพราะพวกเราเสนอเอง พิจารณากฎหมายเอง และผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับพวกเราเป็นคนออกระเบียบเอง เป็นกองทุนที่เอาภาษีของประชาชนมาดูแลพวกเรามากที่สุดในทุก ๆ กองทุน
กองนี้จริงอยู่ หลายคนบอกว่าเป็นกองทุนที่จ่ายเงินสมทบ โดยให้สมาชิกทั้ง สส. สว. จ่ายเดือนละ 3,500 บาท แต่เราจ่ายเงินจำนวนนี้เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ 5 สิทธิ ได้แก่
- เงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ)
- ค่ารักษาพยาบาล/ตรวจร่างกาย ไม่เกิน 1.3 แสนบาทต่อปี
- เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรเบิกได้ 2 คน
- กรณีทุพพลภาพ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน
- กรณีถึงแก่กรรม จำนวน 200,000 บาท
ผมคิดว่ามันเป็นสิทธิประโยชน์ที่ทะลุฟ้าทะลุเพดาน ไม่มีกองทุนไหนให้สวัสดิการมากมายขนาดนี้ จนผมรู้สึกว่าเราเอาเปรียบประชาชนมากเกินไปหรือไม่ อะไรลดได้ลด อะไรตัดได้เราควรจะตัด เพราะมิฉะนั้นวันหนึ่งกองทุนนี้ต้องถังแตก จากรายงานที่มีการชี้แจงมา ปี 2566 ติดลบ 19 ล้านบาท ปี 2567 ติดลบ 23 ล้านบาท
นพ.วรงค์ กล่าวต่อไปว่า โดยเฉพาะเรื่องเงินทุนเลี้ยงชีพ หรือบำนาญที่มีการปรับเปลี่ยนล่าสุดในปี 2567 หากพวกเราเป็น สส. 1 ปี ถ้ามีการยุบสภา จะได้บำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิต เริ่มต้นที่ 21,300 บาท จนถึงเพดานสูงสุดที่ 42,700 บาท ตามระยะเวลาการเป็นสมาชิกรัฐสภา ตั้งแต่ 1 เดือน - 24 ปี
เราเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป ยิ่งวันนี้พวกเราอายุน้อยกันเยอะ ผ่านไป 1 ปี หากมีการยุบสภา ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราตลอดชีวิต เผลอ ๆ เลี้ยงดูไป 40-50 ปี
พร้อมเผยอีกว่า ในปี 2569 ได้ตั้งงบประมาณกองทุนฯ ไว้ที่ 420 ล้านบาท เราเก็บเดือนละ 3,500 บาท สส. 500 คน และ สว. 200 คน เดือนหนึ่งได้ประมาณ 29.4 ล้านบาท ถ้าเทียบกับกองทุนประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สัดส่วนการที่เอาเงินของรัฐมาอุดหนุนต่างกันมาก โดยผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายคนละ 5 เปอร์เซ็นต์ รัฐจ่าย 2.5 เปอร์เซ็นต์ แต่กองทุนฯ ของพวกเราปีหนึ่งจ่าย 400-500 ล้านบาท ต่างกันถึง 13-15 เท่า ซึ่งมาก และไม่มีใครทำได้ ยกเว้นพวกเราที่กำหนดกติกา และในอนาคตอาจกลายเป็นกองทุนที่แบกรับภาระมากที่สุดในประเทศ
ภายใต้สภาวะแบบนี้ เรา สส.–สว. เป็นนักการเมืองที่อาสาเข้ามา วันที่ไม่มีตำแหน่ง ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราตลอดชีพเชียวหรือ ผมอยากเรียกร้องให้พวกเราที่มีส่วนได้เสียลองช่วยกันเสียสละสักครั้ง โดยยกเลิกบำนาญ สิทธิประโยชน์อื่นผมยังพอรับได้ แต่บำนาญที่เป็นภาระต้องใช้ภาษีประชาชนมาเลี้ยงดู ผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้ ผมขอเสนอให้ยกเลิกบำนาญ




