ปมคัดค้านโครงการ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ กำลังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยวันนี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี นำคณะเข้าเข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณาไต่สวนและมีความเห็นส่งศาลปกครอง เพื่อระงับโครงการ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย เพราะเชื่อว่า หากยังเดินหน้าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง
นพ.วรงค์ ตั้งข้อสงสัยว่า การที่รัฐบาลได้หาเสียงประกาศจะแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท กับคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปทุกคน โดยใช้วงเงินราว 5 แสนกว่าล้านบาทนั้น หากต้องการช่วยเหลือคนจน ทำไมถึงต้องแจกให้กับคนรวยด้วย
“เอาง่ายๆ คือ ส.ส.1 คน มีผู้ช่วย 8 คน เฉพาะ ส.ส.รวมครอบครัวก็จะได้ประมาณ 8 หมื่นบาท หรือครอบครัวของนายกรัฐมนตรีก็จะได้ 4-5 หมื่นบาท และที่เป็นข้อกังขาคือ ทำไมแจกเป็นเงินดิจิทัล หรือโทเคน ซึ่งมีความซับซ้อนเพราะต้องมีการแลกเปลี่ยนจากเงินสดเป็นโทเคน และโทเคนเป็นเงินสด โดยเฉพาะเงื่อนไขของการจ่ายเงินโทเคนที่ระบุว่าต้อง 6 เดือนขึ้นไป ถึงจะแลกเป็นเงินสดได้ ไม่ได้เป็นประโยชน์กับคนยากจน เพราะผู้ค้ารายย่อยเขาต้องหมุนเงินทุกวัน ซึ่งจะเป็นอุปสรรค ทำให้โทเคนไปกองอยู่ที่นักธุรกิจรายใหญ่”

จวกอ้างคนจนบังหน้า แต่คนรวยได้ประโยชน์ ชี้เปิดช่องรายใหญ่ฟอกเงินสีเทา
นอกจากนี้ คนยากจนต้องการเงินสดไม่ได้ต้องการเงินโทเคน ซึ่งก็จะนำไปสู่การฟอกเงินสีเทาครั้งใหญ่ในการรับซื้อโทเคนจากคนยากจนที่เขาต้องการเงินสด อีกทั้งขณะนี้รัฐบาลก็ยังไม่สามารถชี้แจงได้ว่าจะนำเงินจากไหนมาทำโครงการนี้ จึงกังวลว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การทุจริตกระจายไปทั้งแผ่นดิน
“โครงการนี้ไม่ได้ช่วยคนจน แต่ช่วยคนรวย โดยเอาคนจนมาบังหน้า และสิ่งที่กระทำทั้งหมดจะนำไปสู่การขัดต่อกฎหมายหลายมาตราทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 162, 164 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 เพราะโครงการนี้เป็นการใช้จ่ายเงินอย่างมหาศาลเพื่อหวังคะแนนนิยมทางการเมือง และการนำโทเคนมาใช้จ่ายแทนธนบัตรเสี่ยงขัดต่อ พ.ร.บ.เงินตรา 2501 มาตรา 6 มาตรา 9 จึงต้องการบอกประชาชนว่าอย่าให้เขาหลอก ผมจึงได้รวบรวมข้อเท็จจริง ความเห็นจากนักวิชาการ อดีตผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย อดีต รมว.คลัง มาเสนอต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งศาลปกครองพิจารณาเพื่อยับยั้งโครงการดังกล่าว”
ถามหากเดินหน้าโคงการไปแล้ว แต่เกิด ‘อุบัติเหตุทางการเมือง’ ใครรับผิดชอบ บอกไม่อยากเห็น ‘นายกฯ’ หนี-อยู่ในคุก
ส่วนที่ไม่ไปยื่นต่อศาลปกครองโดยตรง เนื่องจากโครงการนี้ยังไม่ได้เริ่มต้น มาตรการทางปกครองจึงไม่ได้เกิด แต่มีการแถลงเป็นนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว จึงไม่อยากให้เกิดความเสียหายเหมือนโครงการจำนำข้าว ดังนั้น เพื่อไม่ให้ประเทศชาติเสียหายก่อน จึงมีช่องทางเดียวคือยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินไปยังศาลปกครอง ยกเว้นถ้ามีมติคณะรัฐมนตรีให้มีการดำเนินโครงการ ก็จะถือว่ามาตรการทางปกครองเกิดขึ้นแล้ว สามารถที่จะยื่นตรงต่อศาลปกครองได้ ส่วนอีกข้อห่วงใยคือถ้ามีการดำเนินโครงการ และมีการแจกโทเคนซึ่งจะขึ้นเป็นเงินสดได้ต้องผ่านไปแล้ว 6 เดือน หากในช่วงเวลานั้นเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เช่น มีการยุบสภาฯ เงินนี้ใครจะรับผิดชอบ เชื่อว่ารัฐบาลใหม่ก็จะไม่รับผิดชอบ จะต้องบอกว่าให้ไปขึ้นเงินกับรัฐบาล ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ก็จะเกิดความวุ่นวาย เกิดการผูกคอตายของผู้ค้ารายย่อย
“ผมไม่ต้องการให้ประเทศชาติเกิดความเสียหาย แต่สิ่งนี้มีการแถลงต่อรัฐสภาเป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้ว มีความตั้งใจกระทำให้เกิดขึ้น การกระทำที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น หากมีการวิเคราะห์จะนำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ก็จะเป็นช่องทางของผู้ตรวจการแผ่นดิน ยกเว้นมีมติ ครม.ดำเนินการแล้ว เสียหายแล้ว เราสามารถร้องตรงไปยังศาลปกครองและ ป.ป.ช.ได้ เรายังใจดีกับรัฐบาล เราไม่อยากเห็นนายกฯ หนีหรืออยู่ในคุก”

เตือนรัฐบาล ‘เศรษฐา’ อาจจบเห่ด้วยทุจริตไม่ต่างรัฐบาล ‘ยิ่งลักษณ์’ ที่พังเพราะ ‘จำนำข้าว’ ขู่ใช้ ‘โทเคน’ เมื่อไหร่ คุกรออยู่
นพ.วรงค์ บอกด้วยว่า ทั้งโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และโครงการจำนำข้าว มีจุดเหมือนกันมาก โดยโครงการรับจำนำข้าวมีงบประมาณ 94,000 ล้านบาท มีความเสียหายไม่ใช่เฉพาะช่วงรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ แต่นับไปถึงรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช เสียหายเกือบ 9 แสนล้าน เฉพาะรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ เสียหาย 6 แสนล้าน แต่โครงการดิจิทัลฯ 5 แสน 6 หมื่นล้านบาท มีหน่วยงานออกมาเตือนไม่แตกต่างกับสมัย ยิ่งลักษณ์
“ในสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตายด้วยทุจริต แต่โครงการนี้ ถ้ารัฐบาลเดินหน้าก็จะตายด้วยทุจริตด้วยการใช้โทเคน แต่ถ้าไม่ใช้โทเคน โอนเป็นเงินสดผ่านบัญชีโกงยาก อันนั้น อาจจะไม่ตาย แต่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับการเงินการคลังของประเทศ ขอเตือนหากใช้โทเคนเมื่อไหร่ คุกรออยู่แน่นอน”
อีกทั้งเชื่อว่าขณะนี้ ชาวบ้านยังไม่รู้จักโทเคน ยิ่งการบังคับว่าต้องผ่านไป 6 เดือน ถึงจะขึ้นเงินได้ ซึ่งชาวบ้านต้องการเงินสด ร้านค้าในหมู่บ้านไม่มีทางอยากจะรับ เพราะไม่มีเงินหมุน เมื่อประชาชนต้องการเงินสด ร้านค้าหัวดี คนที่มีเงินสีเทาจำนวนเยอะๆ สามารถจะไปร่วมมือเอาเงินสีเทาไปรับซื้อโทเคน วิธีการนี้ เป็นกระบวนการฟอกเงินสีเทาของประเทศครั้งใหญ่ที่ประชาชนอาจคาดไม่ถึง

แนะเปลี่ยนมาแจกคนจนในระบบ ดีกว่าลุยไฟแล้วทำประเทศเสี่ยง จี้เผยบริษัทพัฒนา ‘ซูเปอร์แอป-งบฯ ทำระบบ’ เพื่อความตรงไปตรงมา หวั่นแจก ‘โทเคน’ นำชาติสู่วิกฤตครั้งใหญ่
“ถ้าผมเป็นนายเศรษฐา จะแถลงบอกเลยว่า เมื่อถึงที่สุดแล้ว มันเป็นปัญหา มีอุปสรรค และประชาชนต้องการเงินสด พี่น้องประชาชนไม่อยากจะเห็นเอาเงินสดไปให้ตระกูลเศรษฐีใหญ่ๆ หรือครอบครัว สส.-สว. ดังนั้น เราจะลดไซส์ จะแจกเป็นเงินสด เฉพาะคนจนที่อยู่ในระบบที่เราต้องการจะช่วย อาจโดนด่านิดหน่อยแต่เชื่อประชาชนรับได้ ยังดีกว่าลุยไฟไปข้างหน้าแล้วมีความเสี่ยงต่อประเทศ เสี่ยงต่อพวกเราทุกคน ย้ำว่า เฉพาะ พ.ร.บ.เงินตรา มาตรา 6 ที่คุณเอาวัตถุมาใช้แทนเงินตรา มันจะทำให้ประเทศเกิดเงินสองระบบ เป็นเงินของแบงก์ชาติที่มีกฎหมายรองรับ และเงินของรัฐบาลที่มีแต่รัฐบาลรองรับ ถ้าผมเป็นต่างชาติผมไม่ถือเงินบาทแน่นอน ถ้าเกิดปัญหาแบงก์ชาติไม่ได้รับรอง อัตราแลกเปลี่ยนก็จะไหลออกไปเพราะคนไม่เชื่อค่าเงินบาท จึงขอเรียกร้องคุณเศรษฐา ถอยไปสักก้าวหนึ่ง ยอม โดยด่านิดหน่อย”
นพ.วรงค์ ยังเชื่อว่า การที่นายกฯ ไม่ระบุถึงบริษัทพัฒนาระบบ ‘ซูเปอร์แอป’ (Super App) และงบฯ ในการใช้สร้างระบบ เพราะรู้แล้ว แต่ไม่เปิดเผย มีตัวเลขและบริษัทอยู่ในหัวแล้ว ถ้าหากแฟร์จะต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบ แต่รัฐบาลยังอึมครึม ไม่แฟร์ ไม่ตรงไปตรงมา จึงทำให้เกิดปัญหา จึงเชื่อว่า การแจกเป็นโทเคนจะนำไปสู่วิกฤตครั้งใหญ่ของประเทศ





