ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังรัฐบาลโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รมว.คลัง) ได้แถลงความชัดเจนโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต10,000 บาท ไปแล้วนั้น เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2566 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า แจกเงินบาททิพย์ 10,000 บาท หลังจากนายกฯ เศรษฐาแถลง โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท 50 ล้านคน วงเงิน 5 แสนล้านบาท ทุกอย่างก็เป็นไปตามคาดคือ
1.เคยบอกว่าไม่ต้องกู้เงิน จะใช้วิธีเกลี่ยงบประมาณ แต่สุดท้ายก็ต้องกู้ แบบนี้ กกต.จะว่าอย่างไร เพราะเขาโกหกทั้ง กกต. และโกหกประชาชน
2.การกู้ครั้งนี้ ใช้วิธีออก พ.ร.บ.เงินกู้5 แสนล้านบาท เขาไม่เร่งกู้ เนื่องจากไม่ได้แจกเงินสด แต่แจกเป็นเงินดิจิทัล กว่าจะเอาเงินดิจิทัล มาขึ้นเป็นเงินบาท ต้องรออย่างน้อยหกเดือน เขาจึงกู้ด้วย พ.ร.บ.ได้
3.ในระหว่างการใช้เงินดิจิทัลนี้ แม้จะกำหนดค่าเงิน 1 บาทดิจิทัลมีมูลค่า 1 บาทจริง แต่ไม่มีเงินบาทจริงรองรับ ในช่วง 6 เดือนที่ใช้ เงินดิจิทัลจึงกลายเป็นเงินบาททิพย์หรือเงินกงเต๊ก
4.ต้องตอกย้ำว่า แม้จะกำหนดให้ทุกร้านค้าสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ แต่ร้านค้าชาวบ้าน ตลาดนัด แผงลอย เขาต้องมีเงินบาทจริงใช้ด้วย ไม่สามารถรอ 6 เดือนไปขึ้นเงินได้ เพราะเขาสายป่านสั้น ผลประโยชน์ก็จะตกกับร้านนายทุนใหญ่ (ที่สำคัญคือร้านย่อยไม่อยู่ในระบบภาษี แสดงว่าเข้าร่วมได้แต่ขึ้นเงินไม่ได้)
5.ยิ่งมากำหนดว่า ใช้ซื้ออาหารเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น ห้ามจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเรียน ค่าเทอม ค่าแก๊ซ ค่าเชื้อเพลิง สินค้าออนไน์ แอลกอฮอล์ ใช้หนี้ ขึ้นเงินสด สุดท้ายจะเกิดขบวนการรับแลกเงินสด โดยใช้เงินทั้งสีขาวและสีเทา
บทสรุปโครงการนี้คนรวยที่เป็นเจ้าของกิจการอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ได้ประโยชน์สูงสุด รองลงมาเครือข่ายคนใกล้ชิดนักการเมืองที่จะรับแลกเงินจากชาวบ้าน ส่วนประชาชนได้บ้าง ร้านค้ารายย่อยได้น้อยมาก แต่ประเทศบอบช้ำ สุดท้ายลูกหลานต้องมาใช้หนี้
“ไหนๆ จะกู้แล้ว ทำไมไม่รอให้ได้เงินมา และแจกเป็นเงินสดไปเลย มีอะไรแอบแฝงเรื่องเงินดิจิทัล (โทเคน)หรือไม่ หรือในแสนล้านบาทที่แยกต่างหาก มีค่าทำซูเปอร์แอปแอบแฝงในนี้ด้วย แต่ไม่บอกประชาชน”




