อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมต.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมแกนนำพรรค ร่วมต้อนรับ วีระกร คำประกอบ ว่าที่ผู้สมัครเขต 2 จ.นครสวรรค์ และ ฑีฆะพล ทวีเกื้อกูลกิจ ว่าที่ผู้สมัครเขต 2 จ.ตาก ที่เดินทางมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แบบตลอดชีพ ก่อนที่ อนุทิน จะสวมเสื้อแจคเก็ตพรรคภูมิใจไทย ให้กับทั้ง วีระกร และ ฑีฆะพล เพื่อให้การต้อนรับในฐานะสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการ
ด้าน อนุทิน ย้ำถึงแนวทางของพรรคภูมิใจไทย โดยผู้ที่มาร่วมงานต้องพร้อมตั้งใจทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน
“เราต้องไม่พูดว่ามีผู้สนใจเข้ามา แต่เราต้องพูดว่า มีผู้พร้อมที่จะดูแลรับใช้พี่น้องประชาชน คนที่จะเข้ามาทำงานที่พรรคภูมิใจไทย ต้องศึกษานโยบายและเจตนารมย์ของพรรคภูมิใจไทย ใครก็ตามที่มีความตั้งใจจะรับใช้บ้านเมือง รับใช้ประชาชนก็ถือว่าเป็นที่ต้อนรับของมวลหมู่สมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกคน” อนุทิน กล่าว
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันด้วยว่า ไม่ได้มีการทาบทาม วีระกร เพียงแต่พบเจอกันที่รัฐสภา เมื่อมีโอกาสไปเปิดโรงพยาบาลที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ และ วีระกร ก็พาไปแนะนำให้รู้จักกับคนนครสวรรค์จำนวนมาก ต่างฝ่ายต่างเห็นการทำงานให้กับประชาชนและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ขณะเดียวกัน ก็พร้อมสนับสนุนในการแสดงบทบาทเชิงบวก-เชิงสร้างสรรค์
นอกจากนี้ ยังไม่กังวลกับข้อพิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นพรรคดูด ส.ส. โดยมองเป็นเรื่องปกติของการเมือง ที่มีการย้ายสังกัดในช่วงที่มีการเลือกตั้ง รวมไปถึงกรณีที่ไม่สามารถผลักดันสิ่งที่เคยให้สัญญาไว้กับประชาชนได้ ก็ต้องพิจารณาหาสังกัดใหม่ ซึ่งนักการเมืองทุกคนต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นอันดับแรก
“ผมชี้แจงแล้วว่าอะไรที่เป็นพลวัต ที่มีการขับเคลื่อนแรง ก็จะเกิดสภาวะการดึงดูด ฉะนั้นการดูดจึงเป็นการดูดโดยพลวัต คือการขับเคลื่อนของพรรคภูมิใจไทย ที่น่าจะเป็นสิ่งที่ดี พรรคภูมิใจไทยขับเคลื่อนด้วยนโยบายที่แม้จะถึงปลายเทอมรัฐบาล แต่ก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
พร้อมตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของการซื้อตัว ส.ส.ด้วยเงินว่า หากเงินเป็นปัจจัยที่ซื้อตัว ส.ส. ป่านนี้พรรคการเมืองคงไม่ต้องมาสู้กันด้วยนโยบาย ฟาดฟันในเรื่องการทำงาน แต่พรรคภูมิใจไทย ถือเป็นเอกเทศ มั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน นโยบายที่ตั้งใจทำงานส่งการบ้านที่ได้ให้สัญญากับประชาชนเป็นที่มาของคำว่า ‘พูดแล้วทำ’
ขณะที่ วีระกร ยืนยันพรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคที่ดี และหัวหน้าพรรคก็ใจดี พร้อมระบุถึงเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายมาพรรคภูมิใจไทย
“เรามีความคล่องตัวการทำงานการเมืองมากกว่า เราเจอกันในสภาฯ เป็นนักการเมืองด้วยกัน เจอกันอยู่ตลอด มีอะไรปรึกษาหารือกันได้ตลอด แต่ถ้าอยู่พรรคเดิมอาจจะต้องใช้เวลาที่จะพบกับหัวหน้าพรรค เมื่อนั้นมื้อนี้ถึงจะได้พบ ไม่ได้พบกันแบบง่ายๆ ข้อที่ 2 ตนมั่นใจในนโยบายพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะเรื่องที่ตนชอบใจมากและสนับสนุนมาตลอดก็คือ เรื่องที่ไม่ยอมขายหรือต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้กับผู้ถือสัปทาน เพราะอีกไม่กี่ปีจะกลับมาเป็นของประชาชนแล้ว” วีระกร กล่าว
วีระกร ยอมรับด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มา 2-3 เดือน และพยายามอธิบายให้เข้าใจถึงปัญหาในการทำงานแล้ว ว่าไม่ค่อยคล่องตัว หลายๆ เรื่องจะทำอะไรต้องรอฟังหัวหน้าพรรคก่อน จนมาถึงฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ลาออก คือคำพูดที่ว่า “จะทำอะไรให้มาขอผมก่อน” กระกอบกับภายหลังได้พูดคุยกับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเข้าใจในเรื่องของเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องโรงงานปุ๋ย จึงมีการชวนมาช่วยพรรค
นอกจากนี้ มีความรู้สึกว่าพรรคภูมิใจไทย จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งคาดว่าจะได้ ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 120 คน ประกอบกับเป็นที่ทราบกันดีถึงการแบ่งขั้วกันระหว่างพรรคพลังประชารัฐเดิม กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่วนพรรคพลังประชารัฐ จะเหลือเท่าไหร่ตนคงตอบไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงเวลา ส.ส.ย้ายพรรค แต่ไปพอสมควร เพราะฉะนั้น ยังไงพรรคภูมิใจไทยที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุด
“เมื่อวุฒิสมาชิกมีอำนาจตามมาตรา 272 ที่จะยกมือเลือกนายกฯ ได้ในรัฐสภาแล้ว คือวันที่ 6 เม.ย.2567 คือพูดง่ายๆ ว่า หลังจากตั้งรัฐบาลใหม่แล้วไม่ถึงปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมต.กลาโหม สมมุติได้รับเลือกจากรัฐสภาให้เป็นนายกฯ ต่อ ก็จะอยู่ได้โดยที่มีอำนาจวุฒิสมาชิกยกมือสนับสนุนอีกประมาณแค่ 10 เดือน เพราะฉะนั้นต่อจาก 10 เดือน ผมเชื่อว่าจะเป็นโอกาสของพรรคภูมิใจไทย” วีระกร กล่าว
วีระกร ยังมั่นใจด้วยว่า อนุทิน จะได้เป็นนายกฯ แต่อาจจะ 1-2 ปี จากนี้ คือเป็นต่อจาก พล.อ.ประยุทธ์ แต่ในประเด็นที่ว่า ต่อไปจะไม่มีใครพิทักษ์ ‘ลุงตู่ - ลุงป้อม’ ในสภาฯ เหมือนแต่ก่อนนั้น วีระกร ก็ตอบเลี่ยงว่า อยู่กับพรรคไหนต้องช่วยพรรคนั้น
“สิ่งที่ตนพูดในสภาฯ จะปกป้องท่านหรือไม่ก็ตาม จนปกป้องด้วยเหตุผล ไม่เคยไปต่อล้อต่อเถียงกับฝ่ายตรงข้าม แต่จะพูดด้วยเหตุผลลุงตู่ เขาก็มีดี ทำความดีไว้เยอะ ท่านคงจะเห็นตอนอภิปรายจะยกย่องว่ามีผลงานที่ดี” วีระกร กล่าว
ด้าน อนุทิน ย้ำถึงแนวทางของพรรคภูมิใจไทย โดยผู้ที่มาร่วมงานต้องพร้อมตั้งใจทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน
“เราต้องไม่พูดว่ามีผู้สนใจเข้ามา แต่เราต้องพูดว่า มีผู้พร้อมที่จะดูแลรับใช้พี่น้องประชาชน คนที่จะเข้ามาทำงานที่พรรคภูมิใจไทย ต้องศึกษานโยบายและเจตนารมย์ของพรรคภูมิใจไทย ใครก็ตามที่มีความตั้งใจจะรับใช้บ้านเมือง รับใช้ประชาชนก็ถือว่าเป็นที่ต้อนรับของมวลหมู่สมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกคน” อนุทิน กล่าว
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันด้วยว่า ไม่ได้มีการทาบทาม วีระกร เพียงแต่พบเจอกันที่รัฐสภา เมื่อมีโอกาสไปเปิดโรงพยาบาลที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ และ วีระกร ก็พาไปแนะนำให้รู้จักกับคนนครสวรรค์จำนวนมาก ต่างฝ่ายต่างเห็นการทำงานให้กับประชาชนและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ขณะเดียวกัน ก็พร้อมสนับสนุนในการแสดงบทบาทเชิงบวก-เชิงสร้างสรรค์
นอกจากนี้ ยังไม่กังวลกับข้อพิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นพรรคดูด ส.ส. โดยมองเป็นเรื่องปกติของการเมือง ที่มีการย้ายสังกัดในช่วงที่มีการเลือกตั้ง รวมไปถึงกรณีที่ไม่สามารถผลักดันสิ่งที่เคยให้สัญญาไว้กับประชาชนได้ ก็ต้องพิจารณาหาสังกัดใหม่ ซึ่งนักการเมืองทุกคนต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นอันดับแรก
“ผมชี้แจงแล้วว่าอะไรที่เป็นพลวัต ที่มีการขับเคลื่อนแรง ก็จะเกิดสภาวะการดึงดูด ฉะนั้นการดูดจึงเป็นการดูดโดยพลวัต คือการขับเคลื่อนของพรรคภูมิใจไทย ที่น่าจะเป็นสิ่งที่ดี พรรคภูมิใจไทยขับเคลื่อนด้วยนโยบายที่แม้จะถึงปลายเทอมรัฐบาล แต่ก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
พร้อมตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของการซื้อตัว ส.ส.ด้วยเงินว่า หากเงินเป็นปัจจัยที่ซื้อตัว ส.ส. ป่านนี้พรรคการเมืองคงไม่ต้องมาสู้กันด้วยนโยบาย ฟาดฟันในเรื่องการทำงาน แต่พรรคภูมิใจไทย ถือเป็นเอกเทศ มั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน นโยบายที่ตั้งใจทำงานส่งการบ้านที่ได้ให้สัญญากับประชาชนเป็นที่มาของคำว่า ‘พูดแล้วทำ’
ขณะที่ วีระกร ยืนยันพรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคที่ดี และหัวหน้าพรรคก็ใจดี พร้อมระบุถึงเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายมาพรรคภูมิใจไทย
“เรามีความคล่องตัวการทำงานการเมืองมากกว่า เราเจอกันในสภาฯ เป็นนักการเมืองด้วยกัน เจอกันอยู่ตลอด มีอะไรปรึกษาหารือกันได้ตลอด แต่ถ้าอยู่พรรคเดิมอาจจะต้องใช้เวลาที่จะพบกับหัวหน้าพรรค เมื่อนั้นมื้อนี้ถึงจะได้พบ ไม่ได้พบกันแบบง่ายๆ ข้อที่ 2 ตนมั่นใจในนโยบายพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะเรื่องที่ตนชอบใจมากและสนับสนุนมาตลอดก็คือ เรื่องที่ไม่ยอมขายหรือต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้กับผู้ถือสัปทาน เพราะอีกไม่กี่ปีจะกลับมาเป็นของประชาชนแล้ว” วีระกร กล่าว
วีระกร ยอมรับด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มา 2-3 เดือน และพยายามอธิบายให้เข้าใจถึงปัญหาในการทำงานแล้ว ว่าไม่ค่อยคล่องตัว หลายๆ เรื่องจะทำอะไรต้องรอฟังหัวหน้าพรรคก่อน จนมาถึงฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ลาออก คือคำพูดที่ว่า “จะทำอะไรให้มาขอผมก่อน” กระกอบกับภายหลังได้พูดคุยกับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเข้าใจในเรื่องของเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องโรงงานปุ๋ย จึงมีการชวนมาช่วยพรรค
นอกจากนี้ มีความรู้สึกว่าพรรคภูมิใจไทย จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งคาดว่าจะได้ ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 120 คน ประกอบกับเป็นที่ทราบกันดีถึงการแบ่งขั้วกันระหว่างพรรคพลังประชารัฐเดิม กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่วนพรรคพลังประชารัฐ จะเหลือเท่าไหร่ตนคงตอบไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงเวลา ส.ส.ย้ายพรรค แต่ไปพอสมควร เพราะฉะนั้น ยังไงพรรคภูมิใจไทยที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุด
“เมื่อวุฒิสมาชิกมีอำนาจตามมาตรา 272 ที่จะยกมือเลือกนายกฯ ได้ในรัฐสภาแล้ว คือวันที่ 6 เม.ย.2567 คือพูดง่ายๆ ว่า หลังจากตั้งรัฐบาลใหม่แล้วไม่ถึงปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมต.กลาโหม สมมุติได้รับเลือกจากรัฐสภาให้เป็นนายกฯ ต่อ ก็จะอยู่ได้โดยที่มีอำนาจวุฒิสมาชิกยกมือสนับสนุนอีกประมาณแค่ 10 เดือน เพราะฉะนั้นต่อจาก 10 เดือน ผมเชื่อว่าจะเป็นโอกาสของพรรคภูมิใจไทย” วีระกร กล่าว
วีระกร ยังมั่นใจด้วยว่า อนุทิน จะได้เป็นนายกฯ แต่อาจจะ 1-2 ปี จากนี้ คือเป็นต่อจาก พล.อ.ประยุทธ์ แต่ในประเด็นที่ว่า ต่อไปจะไม่มีใครพิทักษ์ ‘ลุงตู่ - ลุงป้อม’ ในสภาฯ เหมือนแต่ก่อนนั้น วีระกร ก็ตอบเลี่ยงว่า อยู่กับพรรคไหนต้องช่วยพรรคนั้น
“สิ่งที่ตนพูดในสภาฯ จะปกป้องท่านหรือไม่ก็ตาม จนปกป้องด้วยเหตุผล ไม่เคยไปต่อล้อต่อเถียงกับฝ่ายตรงข้าม แต่จะพูดด้วยเหตุผลลุงตู่ เขาก็มีดี ทำความดีไว้เยอะ ท่านคงจะเห็นตอนอภิปรายจะยกย่องว่ามีผลงานที่ดี” วีระกร กล่าว





