โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” กำลังเผชิญแรงวิพากษ์อย่างหนัก หลังมีประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองหรือประสบปัญหาในการยืนยันสิทธิ์ ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนและความสับสนในหลายพื้นที่ ขณะที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ให้ความเห็นผ่านรายการ “สนามข่าว 96” ว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องหลักเกณฑ์การคัดกรอง แต่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการบูรณาการข้อมูลภาครัฐ และอาจกลายเป็นปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นทางการเมืองของรัฐบาลในระยะยาว
กรณีปัญหาการลงทะเบียนและการยืนยันสิทธิ์ “บัตรคนจน” ที่มีประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์หรือถูกตัดสิทธิ์จากเกณฑ์การพิจารณา กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและสังคม
ปัญหาหลักอยู่ที่ ‘Big Data’ ของภาครัฐ
ผศ.ดร.วันวิชิต ชิ บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นผ่านรายการ “สนามข่าว 96” ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงข้อบกพร่องสำคัญของระบบฐานข้อมูลภาครัฐ ซึ่งยังไม่สามารถเชื่อมโยงและอัปเดตข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบโดยตรง
ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาสิทธิ์อาจมีเจตนาที่ดี แต่ปัญหาอยู่ที่ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้ถูกอัปเดตหรือเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างสมบูรณ์
ตัวอย่างเช่น ข้อมูลรถจักรยานยนต์หรือรถเก่าที่อยู่ในทะเบียนขนส่ง แม้จะไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ยังคงปรากฏในระบบ ส่งผลให้ผู้สมัครบางรายถูกตีความว่ามีทรัพย์สินเกินเกณฑ์ ขณะที่ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ การย้ายที่อยู่ หรือสถานะทางเศรษฐกิจของประชาชน ก็อาจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
เขามองว่า หากรัฐบาลต้องการพัฒนาระบบสวัสดิการที่แม่นยำในอนาคต จำเป็นต้องเร่งบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงานให้เป็นฐานข้อมูลกลางที่ทันสมัยและตรวจสอบได้
ผู้สูงอายุและคนจนจริง กลายเป็นผู้รับภาระ
ผศ.ดร.วันวิชิต แสดงความเห็นใจต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องเดินทางไปธนาคารหรือหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อยืนยันสิทธิ์และยื่นอุทธรณ์
เขาระบุว่า ขั้นตอนที่ซับซ้อน ทั้งการใช้แอปพลิเคชัน การยืนยันตัวตน และการจัดเตรียมเอกสาร เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ที่ขาดความรู้ด้านเทคโนโลยี รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล
หลายกรณีประชาชนต้องเสียเวลาเดินทางตั้งแต่เช้า แต่กลับไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนหรือไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ จนเกิดความรู้สึกสิ้นหวังและไม่มั่นใจในระบบ
เสนอ ‘หน่วยเคลื่อนที่เร็ว’ รับเรื่องถึงพื้นที่
เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผศ.ดร.วันวิชิต เสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วในแต่ละจังหวัด เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้ที่ยื่นอุทธรณ์
เขาเห็นว่าการตรวจสอบควรลงไปดูสภาพความเป็นอยู่จริงของประชาชน ไม่ควรพิจารณาจากข้อมูลในระบบเพียงอย่างเดียว เพราะหลายกรณีมีชื่อครอบครองทรัพย์สินจากการที่ลูกหลานนำชื่อไปใช้ หรือเป็นข้อมูลเก่าที่ไม่สะท้อนฐานะปัจจุบัน
นอกจากนี้ รัฐควรมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนที่ชัดเจน พร้อมกำหนดกรอบเวลาการพิจารณา เพื่อให้ประชาชนรับรู้ว่าคดีหรือคำร้องของตนอยู่ในขั้นตอนใด
แนะรัฐบาลขอโทษประชาชนอย่างเป็นทางการ
อีกประเด็นที่ ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าสำคัญ คือการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง
เขาเห็นว่ารัฐบาลควรออกมาขอโทษประชาชนต่อความไม่สะดวกและความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น แม้เจตนาของโครงการจะมุ่งช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยก็ตาม
การยอมรับข้อผิดพลาดและชี้แจงแนวทางแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยลดแรงกดดันทางสังคม และสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายในระยะยาว
เสนอคืนสิทธิ์ชั่วคราว ระหว่างรออุทธรณ์
สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์สิทธิ์ นักวิชาการผู้นี้เสนอให้รัฐบาลคืนสิทธิประโยชน์ชั่วคราวไปก่อน แล้วจึงตรวจสอบรายละเอียดภายหลัง
เหตุผลสำคัญคือกระบวนการตรวจสอบข้อมูลประชาชนหลายล้านรายต้องใช้เวลา และอาจไม่สามารถดำเนินการได้ทันในระยะสั้น
เขามองว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบต่อผู้ที่เดือดร้อนจริง ขณะเดียวกันภาครัฐยังสามารถใช้เวลาปรับปรุงฐานข้อมูลและคัดกรองสิทธิ์ให้รัดกุมยิ่งขึ้นในอนาคต
ความเสี่ยงทางการเมือง อาจกลายเป็น “เสียแต้ม” มากกว่า “ได้แต้ม”
ผศ.ดร.วันวิชิต ยอมรับว่า ในมิติทางการเมือง ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้โครงการสวัสดิการแห่งรัฐจะถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนและสร้างความนิยมทางการเมือง แต่เมื่อเกิดข้อร้องเรียนจำนวนมาก กลับทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รายวัน และอาจเปลี่ยนจาก “โครงการสร้างคะแนนนิยม” เป็น “โครงการสร้างคะแนนลบ”
เขาระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือการสื่อสารเชิงรุก โดยควรมีโฆษกหรือหน่วยงานกลางรับผิดชอบการชี้แจงข้อมูล ตอบข้อสงสัย และรายงานความคืบหน้าในการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
กรณีปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความผิดพลาดของหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิ์เท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบฐานข้อมูลภาครัฐที่ยังขาดการเชื่อมโยงและอัปเดตอย่างเป็นระบบ
ผศ.ดร.วันวิชิต ชี้ว่า หากรัฐบาลต้องการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน จำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาทั้งในมิติการบริหารจัดการข้อมูล การอำนวยความสะดวกในการอุทธรณ์สิทธิ์ และการสื่อสารเชิงรุกกับสังคม เพราะหากปล่อยให้ความสับสนและความเดือดร้อนดำเนินต่อไป ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสวัสดิการ แต่จะลุกลามไปสู่ต้นทุนทางการเมืองของรัฐบาลในระยะยาว




