วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังนำทักษิณขึ้นเบิกความต่อศาล ในการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว กรณีเป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากรเรื่องการยึดและอายัดทรัพย์ซ้ำซ้อน เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป ในปี 2549 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2568 ซึ่งวินิจฉัยสรุปว่าการประเมินภาษีของกรมสรรพากรชอบแล้ว โดยการไต่สวนใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง
ศาลนัดฟังคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว 26 พ.ย.นี้
วิญญัติ ระบุว่า การไต่สวนครั้งนี้เป็นการพิจารณาเรื่องการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยฝ่ายโจทก์นำพยานขึ้นเบิกความ 2 ปาก ได้แก่ ทักษิณ และอดีตข้าราชการกรมสรรพากร ขณะที่ฝ่ายจำเลยนำเจ้าหน้าที่ด้านภาษีของกรมสรรพากรขึ้นเบิกความ 2 ปาก
ทั้งนี้ ศาลนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับการคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น.
วิญญัติ อธิบายว่า การเปิดคดีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อวางกรอบประเด็นข้อพิพาทใหม่จากประเด็นเดิม เนื่องจากมีข้อสังเกตจากหลายฝ่าย รวมถึงอัยการว่า การดำเนินคดีดังกล่าวอาจเป็นการฟ้องซ้ำกับประเด็นที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเคยมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น 2 ศาลเมื่อปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม วิญญัติ ย้ำว่า ศาลภาษีอากรเดิมวินิจฉัยเพียงว่าการประเมินของกรมสรรพากรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับกระบวนการออกหมายเรียก การปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร รวมถึงการละเลยระเบียบและข้อปฏิบัติบางประการของเจ้าหน้าที่
ย้ำ “ประเมินภาษีชอบ” ไม่ได้แปลว่าเร่งบังคับหนี้ได้ทันที
วิญญัติ กล่าวว่า แม้ท้ายที่สุดศาลจะวินิจฉัยว่าการประเมินภาษีชอบด้วยกฎหมาย แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าจะต้องดำเนินการบังคับหนี้อย่างไร ขณะที่กรมสรรพากรนำคำพิพากษามาเร่งรัดยึดและอายัดทรัพย์ของทักษิณรวมประมาณ 90 ล้านบาท ซึ่งมีรถยนต์รวมอยู่ด้วย 5 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถกันกระสุน 2 คันที่สั่งผลิตเป็นพิเศษ
ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายทักษิณนำมาต่อสู้ คือเงินที่ถูกอายัดในครั้งหลังนั้น แท้จริงแล้วเป็นเงินได้ที่รัฐเคยยึดและจัดเก็บไว้แล้วเมื่อหลายปีก่อน จำนวน 46,000 ล้านบาท โดยวิญญัติตั้งคำถามว่า เงินได้พึงประเมินหรือเงินจากการขายหุ้นที่ถูกยึดไปแล้วและนำเข้าคลัง รัฐได้รับประโยชน์ไปแล้ว แต่กรมสรรพากรกลับอ้างว่าไม่ได้จัดเก็บ เงินดังกล่าวจึงควรถูกเรียกเก็บจากทักษิณอีกหรือไม่ และเป็นธรรมหรือไม่
วิญญัติ กล่าวว่า การอายัดครั้งหลังเป็นการนำเงินได้ที่ไม่มีอยู่แล้ว เพราะถูกจัดเก็บไปแล้วกลับมาอายัด พร้อมตั้งคำถามว่า เงินดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างไร และเคยมีการชี้แจงหรือไม่ รวมถึงกรณีที่กรมบัญชีกลางได้รับเงินไปครบแล้ว เหตุใดกรมสรรพากรจึงอ้างว่าไม่ได้รับเงิน พร้อมตั้งคำถามว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานเดียวกันหรือไม่
ทั้งนี้ วิญญัติ ย้ำว่า การพิจารณาในวันนี้เป็นเพียงเรื่องว่ามีเหตุอันสมควรให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวระหว่างรอคำพิพากษาหรือไม่ ไม่ได้เป็นการขอเพิกถอนคำสั่งอายัด เนื่องจากประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในเนื้อหาของคดีหลักที่ศาลจะวินิจฉัยต่อไป
จี้สรรพากรรับผิดชอบ หากขายทอดตลาดก่อนคดีถึงที่สุด
วิญญัติ กล่าวถึงเงินที่ถูกอายัด 90 ล้านบาทว่า เงินดังกล่าวถูกโอนเข้ากระทรวงการคลังแล้ว จึงควรอายัดไว้ในบัญชีและสามารถมีดอกเบี้ยดอกผลได้ โดยไม่สามารถโอนออกไปไหนได้ เช่นเดียวกับรถยนต์ที่ถูกอายัดทางทะเบียนซึ่งยังสามารถใช้งานได้
วิญญัติ ตั้งคำถามถึงการดำเนินการของกรมสรรพากร โดยเฉพาะหากมีการนำทรัพย์สินไปขายทอดตลาดก่อนที่คดีจะถึงที่สุด เพราะหากท้ายที่สุดศาลมีคำพิพากษาเป็นคุณต่อทักษิณ กรมสรรพากรจะรับผิดชอบอย่างไร พร้อมตั้งคำถามถึงกรอบคุณธรรมในการจัดเก็บภาษีว่า นอกจากการจัดเก็บภาษีแล้ว หน่วยงานรัฐควรให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนด้วยหรือไม่
รถกันกระสุน 2 คัน จำเป็นต่อชีวิต ‘ทักษิณ’
ส่วนทรัพย์สินที่ถูกอายัดเพิ่มเติม ได้แก่ เงินในบัญชี 90 ล้านบาท และรถยนต์ 5 คัน ซึ่งมีรถกันกระสุน 2 คัน โดยวิญญัติ ระบุว่า ทักษิณได้เบิกความต่อศาลอย่างชัดเจนว่า รถกันกระสุนดังกล่าวเคยช่วยชีวิตมาแล้วหลายครั้ง หลังถูกลอบสังหารในอดีต
วิญญัติ ยังกล่าวถึงประเด็นการลอบสังหารว่า ทักษิณเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่ถูกลอบสังหารถึง 4 ครั้ง จึงเห็นว่ารถกันกระสุนมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต เนื่องจากทักษิณเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และต้องดูแลความปลอดภัยของตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมกับน้องสาวที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วย
ห่วงคำสั่งขายทอดตลาดยังมีโอกาสกลับมาอีก
วิญญัติ มองว่า แม้จะมีการถอนคำสั่งขายทอดตลาดไปแล้ว แต่ยังมีโอกาสที่จะมีการขายทอดตลาดอีก เนื่องจากกระบวนการของกรมสรรพากรยังดำเนินอยู่ พร้อมตั้งคำถามว่า กรมสรรพากรเคยไปทวงหรือคิดบัญชีกับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวกันหรือไม่ และเคยตรวจสอบหรือไม่ว่าเงินที่ได้จากการขายหุ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาทั้ง 2 ศาลนั้นถูกนำไปไว้ที่ใด หรือถูกใช้ประโยชน์อย่างไร
ส่วนกรณีที่ถามว่าคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจะครอบคลุมถึงการถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ วิญญัติ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นมาตรการที่อธิบดีกรมสรรพากรคนก่อนพยายามดำเนินการ โดยหากไม่ชำระก็อาจฟ้องล้มละลาย แต่เป็นเรื่องในอนาคต
วิญญัติ ย้ำว่า ประเด็นที่ฝ่ายตนโต้แย้งคือมีหนี้ภาษีค้างอยู่จริงหรือไม่ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรชะลอการดำเนินการ เพราะยังมีเวลา การเร่งรัดอายัดทรัพย์และขู่ฟ้องล้มละลายควรไปต่อสู้กันในกระบวนการคดี
ย้ำตัวเลข 5,800-46,000 ล้าน ปมอายัดล่าสุด 17,000 ล้าน
วิญญัติ ย้ำอีกว่า เงิน 5,800 ล้านบาท และ 46,000 ล้านบาทนั้น ทักษิณไม่มีหน้าที่ต้องนำเงิน 90 ล้านบาท หรือ 15,000 ล้านบาทมาจ่ายด้วยซ้ำ โดยการสั่งอายัดล่าสุดอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท จากยอด 58,000 ล้านบาท ซึ่งกรมสรรพากรอ้างว่าเป็นภาษีจากรายได้การขายหุ้น รวมถึงเบี้ยปรับ
วิญญัติ อธิบายว่า กฎหมายกำหนดเบี้ยปรับไม่เกิน 1 เท่า โดยคำนวณจาก 5,800 ล้านบาท สองครั้ง และยังมีเงินเพิ่มอีก 5,800 ล้านบาท รวมเป็น 3 ยอด หรือประมาณ 17,000 ล้านบาท แต่ไม่ว่าจะรวมเป็น 1 ยอดหรือ 3 ยอด เงินทั้งหมดล้วนมาจากเงินที่ศาลยึดไปแล้ว ขณะที่กรมสรรพากรพยายามต่อสู้ว่าเป็นเงินคนละส่วน เนื่องจากการจัดเก็บถูกคิดในคดีร่ำรวยผิดปกติแยกออกไป
วิญญัติ จึงตั้งคำถามว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินก้อนเดียวกันหรือไม่ หากถูกจัดเก็บไว้แล้ว เหตุใดจึงต้องให้ผู้เสียภาษีมาจ่ายอีก พร้อมย้ำว่าจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ 17,000 บาท แต่เป็น 17,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในก้อนเงิน 46,000 ล้านบาท และหากข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น กระทรวงการคลังก็สามารถออกมาปฏิเสธได้ โดยวิญญัติ ระบุว่ามีหลักฐานว่ากระทรวงการคลังยึดเงินดังกล่าวไปแล้ว
คดีหลักขยายคำให้การครั้งที่ 3 นัดไกล่เกลี่ย 21 ธ.ค.
สำหรับการพิจารณาคดีหลัก วิญญัติ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่อัยการขอขยายเวลายื่นคำให้การอีกครั้ง โดยอ้างว่าคดีมีประเด็นซ้ำซ้อนและต้องรื้อค้นคำพิพากษาเก่า ซึ่งฝ่ายตนไม่คัดค้านการขยายเวลา แม้จะเป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยอัยการขอขยายถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2569
จากนั้น ศาลนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 ส่วนก่อนหน้านั้นจะมีการนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับการคุ้มครองชั่วคราว
“ผลไม้พิษ” ทฤษฎีกฎหมาย ปมกระบวนการจากคณะยึดอำนาจ
สำหรับกรณีที่ทักษิณเบิกความถึง “ผลไม้พิษ” วิญญัติ อธิบายว่าเป็นทฤษฎีและอุปมาทางกฎหมาย โดยเปรียบเทียบขั้นตอนการอายัดและยึดทรัพย์ รวมถึงการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นจากคณะยึดอำนาจ 2 คณะเป็นอย่างน้อย ว่ากระบวนการและบุคคลที่ถูกแต่งตั้งหรือมาจากอำนาจดังกล่าวล้วนเป็น “ผลไม้พิษ”
วิญญัติ ระบุว่า หากต้องการเข้าสู่การปรองดองและยุติความขัดแย้งทางการเมือง ก็ควรย้อนกลับไปพิจารณาสิ่งที่ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตลอด พร้อมตั้งคำถามว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่
วิญญัติ ยังเชื่อมโยงไปถึงกฎหมายที่กำลังออกมา โดยเฉพาะ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ว่ามีขึ้นเพื่ออะไร และเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาด้วย เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในความขัดแย้งมาโดยตลอด พร้อมทิ้งท้ายว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่การโต้แย้งกระบวนการในศาล แต่คือการตั้งคำถามว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่




