‘วิโรจน์’ ซัด ‘กกต.’ อย่าแถ! บาร์โค้ด ‘ชี้เป้าคนกา’ ผิด รธน.

13 ก.พ. 2569 - 18:02

  • ‘วิโรจน์’ ซัด ‘กกต.’ อย่าแถ! อ้างความลับยังไม่แตก ชี้ “ลับก็คือลับ”

  • ระบุทำบาร์โค้ด–คิวอาร์โค้ด “ชี้เป้าคนลงคะแนน” ผิดเจตนารมณ์กฎหมาย

  • ย้ำผิดรัฐธรรมนูญ ไม่คุ้มครองแม้ 5 วินาทีในคูหา ลั่นต้องรับผิด จัดเลือกตั้งใหม่

‘วิโรจน์’ ซัด ‘กกต.’ อย่าแถ! บาร์โค้ด ‘ชี้เป้าคนกา’ ผิด รธน.

วิโรจน์ ลักขณาอดิศรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้เปิดเผยข้อมูลต้นขั้วและบัตรเลือกตั้ง กรณีที่มีข่าวที่ฌาปณสถานทหารอากาศ กรุงเทพฯ เขต 9 รวมถึงกรณี “บาร์โค้ด (Barcode) และคิวอาร์โค้ด (QR Code) บนบัตรเลือกตั้ง” พร้อมกันนี้ วิโรจน์ได้ขออนุญาตเข้าไปนั่งฟังการแถลงข่าวของ กกต.ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังสถานที่แถลงข่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน วิโรจน์จึงให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนบริเวณด้านนอกที่จัดไว้ให้สำหรับผู้มาร้องเรียนและสัมภาษณ์

วิโรจน์ กล่าวว่า “ผมต้องการให้ กกต.ชี้แจงการพิมพ์บาร์โค้ดไว้บนบัตรเลือกตั้ง เพราะเมื่อมีการสแกนบาร์โค้ดแล้ว พบเลขรหัสที่ไปตรงกับรหัสต้นขั้วบัตร ทำให้สามารถทราบได้ว่าบัตรนั้นเป็นผู้ใดใช้สิทธิ และลงคะแนนให้ใคร ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เวลานี้ประชาชนตั้งข้อสงสัยและรู้สึกตกใจว่าการทำบาร์โคดดังกล่าวมันสอบกลับไปได้ว่า บัตรนี้เป็นของใคร ลงคะแนนให้ใคร จึงอยากให้ กกต.ชี้แจง”

ไม่ใช่มาชี้แจงว่าบัตรถูกเก็บไว้ ยังไม่มีใครรู้ แม้แต่ กกต.ก็ไม่รู้ เลยยังเป็นความลับอยู่ ถ้าคิดแบบนี้ ถ้าชี้แจงแบบนี้ผมถือว่ามักง่าย

วิโรจน์ กล่าวด้วยว่า “ไม่อยากให้ กกต.ชี้แจงเช่นนี้ เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของ กกต.ตกต่ำ ไม่มีชิ้นดี ส่วนกรณีโซเชียลมีเดียที่การเลือกตั้งปี 66 ไม่มี บางคนบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ บัตรเลือกตั้งสีชมพูบางเขตก็ไม่มีบาร์โค้ด หลายคนอยากรู้ว่ามีหมดไหม แล้วรหัสที่ใช้ซ้ำกันทั้งจังหวัดหรือไม่ ผมคิดว่า คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือ กกต.”

พร้อมกล่าวว่า “ตอนนี้มีการนำบัตรเลือกตั้งของ กทม. เขต 9 ฌาปณสถานฯ มาเผยแพร่ เพื่อให้การชี้แจงของ กกต. เป็นที่เข้าใจ ก็ควรเปิดหีบของหน่วยนี้ให้ประชาชนดู ว่ารหัสที่เห็นนั้น เป็นรหัสของเล่มที่ซ้ำกันเท่านั้น หรือมีรหัสที่รันเลขบัตรแต่ละใบ จะได้รู้ว่าบาร์โค้ดมันเป็นเฉพาะตนของบัตรเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งคิดว่า 15 นาที หรือให้เวลาหาหีบบัตรนั้นไม่เกิน 2 ชั่วโมงก็เจอแล้ว จากนั้นก็เปิดให้สื่อมวลชนดู แล้วเอาเครื่องยิงบาร์โคดตรวจสอบเลย”

ส่วนการที่มี “บาร์โค้ด–คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ยังถือว่าการลงคะแนนของประชาชนยังเป็นความลับหรือไม่ วิโรจน์ กล่าวว่า “จะลับได้อย่างไร พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561มาตรา 96 กำหนดห้ามไม่ให้ผู้ใด จงใจทำเครื่องหมายเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง ซึ่งเจตนาของกฎหมายเพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าประชาชนลงคะแนนให้ใคร แล้วถ้ามีระบบโค้ดสัญลักษณ์ที่สอบกลับไปได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร มันจะลับตรงไหน”

วิโรจน์ ย้ำว่า “คำว่า ‘ไม่มีใครรู้’ ต้องหมายถึงว่า ‘กกต.ก็ต้องไม่รู้’ แต่วันนี้กลายเป็นว่ามีโค้ดลับที่ กกต.สามารถตรวจสอบกลับได้ แบบนี้เรียกว่า ‘ไม่ลับ’ ถ้าเอาบรรทัดฐานนี้มาเรียกว่า ‘ลับ’ ประเทศอยู่ไม่ได้ การเลือกตั้งในทางลับ แสดงว่าทำโค้ดได้ กกต.ต้องทำความเข้าใจใหม่ ว่าการเลือกตั้งเป็นความลับ ไม่ใช่อนุญาตให้ทำโค้ดลับ ซึ่งมันไม่เหมือนกัน”

ผมว่าต้องกลับไปตั้งสตินะ ถ้าเรื่องนี้เกิดกับวิญญูชนเข้าใจได้ แต่ กกต.ไม่ควรสงสัยเรื่องโค้ด และถามกลับสื่อว่า การเลือกตั้งเป็นความลับสามารถทำโค้ดอะไรที่สอบกลับ เช็คย้อนหลังว่าใครเลือกอะไร อย่างนี้เรียกว่าลับหรือไม่ ถ้าคนคิดอย่างนั้นผมว่ามันเกินกว่าคำว่าไม่เข้าใจ หรือที่ประชาชนเรียกว่าโง่ หรืออาจจะแกล้งโง่ ผมว่ามันไม่ถูกต้อง

วิโรจน์ กล่าวอีกว่า “เรื่องนี้ขัดรัฐธรรมนูญแน่ๆ ซึ่งทางเราจะปรึกษากฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง แต่เบื้องต้น ถ้าขัดกับรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นความลับ ผิดกฎหมายเลือกตั้ง อย่าแก้ตัวข้างๆ คูๆ ความรับผิดทางอาญา ทางแพ่งต้องมี กกต.ทั้ง 7 คน ต้องรับผิดชอบ และชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้ง เพราะเวลานักการเมืองทำผิดกฎหมายยังต้องจ่ายค่าจัดการเลือกตั้งใหม่ คราวนี้ถ้าผิด กกต.ก็ต้องจ่ายและติดคุกด้วย”

เมื่อถามว่า กรณีนี้มีการเทียบกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเมื่อปี 2549 ว่าถ้าจะ “ไม่ลับ” คือต้องเห็นตอนที่กาบัตร วิโรจน์ กล่าวว่า “ก็มีศรีธนญชัยพูด ว่าปี 2549 ผิดเพราะมีคนล่วงรู้แล้ว เลยไม่ลับ แต่คำว่า ‘ลับ’ หรือ ‘ไม่ลับ’ อยู่ที่ระบบ มันไม่ได้หมายความว่า ‘ความลับแตก เลยไม่ลับ’ อย่างนี้บ้านเมืองอยู่ไม่ได้แล้ว จะมาบอกว่ายังไม่เห็นมีใครรู้เลย จึงเรียกว่าลับ ดังนั้น ถ้าผมเอาบัตรเลือกตั้งลงไปในถังขยะ แล้วไม่มีใครรู้ก็เรียกว่า ‘ลับ’ ใช่หรือไม่”

คำว่าลับ คือ โอกาสที่ใครจะล่วงรู้ ต้องไม่มี ไม่ใช่ลับยังไม่แตกก็ยังเป็นความลับอยู่ คำว่าการเลือกตั้งเป็นความลับ คือโอกาสที่ผู้อื่นจะล่วงรู้ว่าประชาชนเลือกใคร ต้องไม่มี ถึงจะเรียกว่าลับ ถ้า กกต.จะตอบว่า ก็ยังไม่มีใครรู้ ผมว่ามักง่าย และเสียศักดิ์ศรี เสียเกียรติศักดิ์ของการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และเกียรติภูมิของความเป็นข้าราชการ เสื่อมเสียถึงวงศ์ตระกูล

วิโรจน์ ยังย้ำด้วยว่า “ตอนนี้ กกต.กำลังทำผิดเจตนารมณ์ในการเกิดขึ้นขององค์กรตัวเอง ทำลายศักดิ์ศรีองค์กรตัวเอง”

สำหรับประเด็นที่มีรายงานว่าในต่างประเทศ บางประเทศก็มีระบบบาร์โค้ด–คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ดังนั้น ได้มีการตรวจสอบเบื้องต้นหรือไม่ ว่า กรณีบัตรของไทยกับของต่างประเทศแตกต่างกันอย่างไร

วิโรจน์ กล่าวว่า “ผมถึงบอกว่า ถ้าบาร์โค้ดของเล่ม คือทั้งจังหวัดเป็นบาร์โค้ดเดียวกัน เพื่อจะได้แยกว่าบัตรเลือกตั้งนี้เป็นของจังหวัดนี้ อันนี้ผมไม่มีปัญหา ผมไม่ได้กล่าวหา กกต.เกินควร อย่าง กทม.มี 33 เขต มี 33 บาร์โค้ด ผมไม่มีปัญหาอะไรเลย กกต.ไม่ผิด เพราะบ่งชี้ไปที่ตัวบุคคลไม่ได้ เพราะเป้าหมายคือไม่ต้องการให้ใครก็ตามล่วงรู้”

เมื่อถามว่า ประชาชนยังจำเป็นต้องเซ็นชื่อที่ต้นขั้วหรือไม่ วิโรจน์ กล่าวว่า “ยังจำเป็น เพราะเป็นหลักฐานว่าประชาชนมาใช้สิทธิแล้ว เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่”

ส่วนเมื่อถามต่อไปถึง “การตรวจสอบกลับไป” เพื่อจะทำอะไรนั้น วิโรจน์ กล่าวว่า “หัวคะแนนจะได้รู้ว่า คนที่ตัวเองซื้อนั้นได้ลงคะแนนให้หรือไม่ เพราะเราก็ได้ยินอยู่ว่ามีการซื้อกรรมการประจำหน่วย คราวนี้ก็ซื้อสิ เพื่อเช็คบิลย้อนหลัง ว่าทำไมจ่ายเงินไปแล้ว คะแนนไม่เข้าเป้า ดังนั้น ถ้ามันเป็นจริงว่ามีการซื้อคะแนนประจำหน่วย ให้เอาบัตรมาดู มาเช็คกับต้นขั้วหน่อยว่า ที่จ่ายไปนั้นลงคะแนนให้หรือไม่ ถ้าไม่เลือก ก็จะไปคุกคามถึงบ้านเลย

ดังนั้นอย่ารอให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เพราะการเลือกตั้งที่ตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้ มันทำให้ประชาชนอุ่นใจในสิทธิของเขา 5 วินาทีในคูหา ว่าเขาจะมีสิทธิที่เท่าเทียมกับคนอื่น ไม่ว่ามันผู้ใด ใครผู้ใดก็จะรู้ไม่ได้ และได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ที่ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นจะคุกคามเขาไม่ได้ แต่ตรงนี้สูญเสียไปไม่ได้”

ถ้าประชาชนสูญสิ้นศรัทธา แล้วดันไปมีหลักฐานปรากฏว่าสามารถสอบกลับไปถึงตัวเขาได้ เจตนารมณ์ของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยจะสูญสลาย หายสิ้นไปทันที และนี่คือโทษานุโทษของ กกต.ถ้าทำสิ่งนั้น

นอกจากนี้ วิโรจน์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับฟังที่ กกต.แถลงข่าว ว่า “ผมฟังการแถลงผ่านไลฟ์ ทราบว่า ‘กกต.ยอมรับว่าบาร์โคดสามารถสอบกลับไปถึงตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้’ โดยบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งตรงกับต้นขั้ว แต่ กกต.ยังแก้ตัวว่า ไม่มีคนรู้ แต่ส่วนตัวผมยังยืนยันว่า ความลับ ต้องหมายถึงไม่มีโอกาสเลยที่ผู้ใดผู้หนึ่งจะล่วงรู้ ไม่ใช่ใครไปยิงบาร์โค้ดแล้วไปตรงกับรหัสต้นขั้ว จนทำให้รู้ตัวตนผู้ใช้สิทธิ”

แบบนี้ไม่เรียกว่า “ความลับ” การที่ กกต.เรียกว่า “ลับ” น่าจะหมายถึง “ลับ ลวง พราง” มากกว่า

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์