ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ‘ยุบพรรคก้าวไกล’ ในคดีล้มล้างการปกครอง วานนี้ (7 ส.ค.) ทำให้บรรดา ‘สส.-สมาชิก’ ถูกจับตามองทันทีว่า จะตามไปสังกัด ‘พรรคใหม่’ กันครบหรือไม่
เรื่องนี้ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคก้าวไกล ชี้แจงว่า เราไม่ได้มีการเช็กชื่อ แต่เรามีการเช็กหัวใจกัน มีการพูดคุยกัน จากการหารือ คิดว่าน่าจะไปสมัครพร้อมกัน คงไม่มีปัญหาอะไร ส่วนชื่อพรรคที่จะไปสังกัดใหม่นั้น ขอให้รอก่อน ยังบอกไม่ได้ เพราะยังไม่รู้เหมือนกัน แต่ยืนยันว่า พวกเราจะไปในที่ใหม่อย่างพร้อมเพรียง
ส่วนจะต้านพลังพรรคการเมืองที่จะมาซื้อตัวอย่างไรนั้น วิโรจน์ กล่าวว่า ทุกคนรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอธิบายยาก แต่เรื่องของความยุติธรรม ทุกคนรู้ว่าที่มาของเรามาจากความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชน14 ล้านเสียง ทุกคนตระหนักอยู่ในใจดีว่า คนที่เคยเป็น ‘งูเห่าในอดีต’ และหักหลังต่อความไว้วางใจจากประชาชน มีจุดจบอย่างไร คงไม่ต้องบอกกันอยู่แล้ว
ปัจจุบันดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิทางการเมือง ไม่มีความจำเป็นต้องมาซื้อตัวขนาดนี้ ต่างจากในยุคก่อนที่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ อุปสงค์อุปทานต่างไปจากเดิม ความมุ่งมั่นของ สส.ก็ต่างไปจากเดิม
ต้องยอมรับว่าเพื่อน ๆ ที่เข้ามาในรอบนี้จำนวนมาก ไม่ได้อยู่ดี ๆ ก็สมัครมาเป็น สส.ของเรา แต่ผ่านการทำงานร่วมกับพรรคมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้เราไว้เนื้อเชื่อใจ รู้ใจกันมากขึ้น มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาอะไรในรอบนี้อย่างที่ทุกคนกังวลกัน
เมื่อถามว่า มีอะไรจากฝากไปถึงพรรคการเมืองที่จะมาซื้อตัว สส.อดีตพรรคก้าวไกล วิโรจน์ กล่าวว่า “ไม่ต้องฝากหรอกมั้ง เขาคงเลิกไปแล้ว คงโยนหินถามทาง หมาหยอกไก่” นอกจากนี้ ยังไม่เชื่อเรื่องจำนวนเงินในการซื้อตัวที่สูงถึง 20-30 ล้านบาท
ก็ไม่รู้จะซื้อไปทำไม คงทาบทามตามประสาคนที่เคยทำ ลองถามไถ่ดูได้ก็ดีฟรีก็เบิ้ล แต่พอไม่ได้รับคำตอบจากสิ่งที่ท่านเรียก เขาก็เงียบไป
ส่วนการที่ไม่ทิ้งระยะเวลานานและเตรียมเปิดตัวพรรคใหม่ทันที เป็นการป้องกันการซื้อตัวหรือไม่ วิโรจน์ ชี้แจงว่า เราตกลงกันตั้งแต่แรกที่เข้ามาทำงานในพรรคก้าวไกลอยู่แล้ว ว่าจะทำอย่างไรที่จะแสดงความมุ่งมั่น เพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจกับการขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพรรคก้าวไกล เราตกลงกันไว้อย่างนี้
วิธีนี้ เราเรียกว่าแผนสอง หรือแพลนบี เราตกลงกันไว้ตั้งนานแล้ว ถ้าเกิดอุบัติเหตุใด ๆ ขึ้น เราจะร้อยรักดวงใจกันไปอย่างพร้อมเพรียง เปรียบเสมือนเส้นทางหนีไฟที่เราต้องไปอย่างพร้อมเพรียงกัน ทุกคนเหมือนมีปุ่มเรียกฉุกเฉินเดินหน้าตามนั้น
ส่วนกรณี ‘หัวหน้าพรรคคนใหม่’ ที่มีชื่อของ ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ นั้น วิโรจน์ บอกว่า ขอให้รอการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการดีกว่า สำหรับคุณสมบัติ ต้องเป็นคนที่ขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพรรคต่อไปได้อย่างมั่นคง ซึ่งเรื่องนี้สำคัญที่สุด เราเคารพความหลากหลายเพศ ไม่เกี่ยงหากหัวหน้าพรรคจะเป็นผู้หญิง คงไม่เอาคุณสมบัติอะไรล็อคสเปค
สำหรับกรณีที่อาจถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ที่สร้างสเป็คไว้สูงนั้น คิดว่าหัวหน้าพรรคแต่ละคนมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องนำมาเปรียบเทียบกัน
ผมขอเปรียบเทียบเป็นนวนิยายกำลังภายในจีนดีกว่า ประมุขพรรคของเรา มีกำลังภายในที่ล้ำเลิศ ในแต่ละแขนงอยู่แล้ว ทุกคนมีท่าไม้ตายที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง เคล็ดวิชาหัวหน้าพรรคเราล้ำเลิศ และ สส.ทุกคนเป็นศิษย์บู๊ตึ๊ง ที่รับการถ่ายทอดกำลังภายในมา ไม่ต้องห่วงว่ากำลังภายในจะถดถอย ตั้งค่ายเจ็ดดาวพร้อมกันทุกคน
วิโรจน์ ยอมรับด้วยว่า อาจรู้สึกเสียใจบ้าง แต่พอเสียใจแล้วก็ต้องทำงานต่อ เพราะแผนงานที่เราวางไว้ทั้งหมด เลยวันที่ 7 ส.ค.ไปแล้ว
ต่อให้เรารู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น คำถามที่ต้องถามตัวเองคือ เราจะชะลอหรือ ก็คงไม่ ต้องเดินหน้าต่อ ทุกคนในพรรคไม่ได้รู้สึกว่าวันที่ 7 ส.ค. หรือต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นที่จะต้องผ่อนงานไว้ก่อน มันไม่มี ทุกคนก็รับงานตามปกติ
ลั่นส่งคนลงเลือกตั้งซ่อม ‘เขต 1 จ.พิษณุโลก’ แน่นอน แต่ขออุบชื่อไว้ก่อน
วิโรจน์ ยังยืนยันถึงการส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม เขต 1 จ.พิษณุโลก ด้วยว่า “ลงแน่นอน และผมคงไปชวยหาเสียงด้วย ส่วนตัวบุคคลของอุบไว้ก่อน แต่ต้องเป็นบุคคลที่ทำงานกับพรรคมาเป็นเวลานานพอสมควร”
อัด ‘เรืองไกร’ สร้างวิบากกรรมซ้ำหวังอยากให้ประเทศเหมือนเดิม
ส่วนกรณีที่ดูเหมือนวิบากกรรมของพรรคก้าวไกล ยังไม่จบ เพราะล่าสุด เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จี้ ป.ป.ช.ให้สอบคดี ‘44 สส.’ ยื่นแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น
วิโรจน์ บอกว่า พรรคการเมืองที่พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลง และพยายามผลักให้ประเทศเดินไปข้างหน้า โดยส่วนมากก็จะมีวิบากกรรมเช่นนี้ แต่คิดว่าถ้าเราเจอกับวิบากกรรม คนที่เขาสร้างวิบากกรรมอย่างนี้ เพราะเขาต้องการให้บ้านเมืองเป็นเหมือนเดิม ต้องการให้บ้านเมืองอยู่ในกรอบที่เขาอยากให้เป็นเหมือนเดิม ไม่อยากให้บ้านเมืองเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างที่ประชาชน อย่างน้อย ๆ เป็นหลักล้านคนที่ต้องการเห็น ซึ่งวิบากกรรมเหล่านี้ เขาสร้างมาเพื่อสิ่งนั้น แล้วเราจะยอมเขาหรือ
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ การสร้างระบบงาน ระบบพรรค ให้ประชาชนไว้วางใจและขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ให้ประเทศพัฒนาไปในจุดที่ประชาชนคาดหวังได้ตรงนี้สำคัญที่สุดโดยที่ไม่ต้องขึ้นอยู่กับคน แม้บุคลากรมีความสำคัญ แต่ถ้าพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ถูกผูกไว้กับคนหนึ่งคน การที่จะกำจัดพรรคการเมืองแบบนี้มันง่ายมาก คือแค่กำจัดคน ๆ นั้น แต่ถ้าพรรคการเมืองร้อยรัดกับประชาชนให้ความสำคัญกับระบบและอุดมการณ์ ต่อให้บุคคลคนนั้นสูญสลายหายไป ไม่วาจะด้วยเหตุผลกลใด แต่พรรคการเมืองเคลื่อนไปข้างหน้าต่อได้เพราะประชาชนเป็นคนหนุนหลังและเป็นเจ้าของพรรคอย่างแท้จริง
เมื่อถามคาดหวังหรือไม่ว่า การยุบพรรคครั้งนี้จะเป็นการยุบครั้งสุดท้าย วิโรจน์ กล่าวว่า เราคาดหวังว่าเป็นครั้งสุดท้าย และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ถ้าพวกเราร่วมมือกับพรรครัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดสรรอำนาจที่พอเหมาะพอสมให้กับองค์กรอิสระ
เพราะองค์กรอิสระที่มีอำนาจมากขนาดนี้ ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า การตรวจสอบถ่วงดุลยังอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม และยึดโยงกับประชาชนหรือไม่ และจำกัดอำนาจให้พอเหมาะพอสมลง
ลุยผลักดันกฎหมายเข้าสภาฯ แม้เสียโควตา ‘รองประธานฯ‘
เมื่อถามถึงการทำงานในสภาฯ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนกฎหมาย พรรคก้าวไกลจะเสียเปรียบหรือไม่ เพราะไม่มี ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาฯ คนที่ 1 และเสียโควตารองประธานสภาฯ ไป วิโรจน์ บอกว่า คิดว่าต้องติดตามดู คนที่ขึ้นมาเป็นรองประธาน ก็คงต้องมีความเป็นกลาง และเชื่อว่าการขับเคลื่อนกฎหมายต่าง ๆ ของพรรคก้าวไกล ในสไตล์ของเรา คือเราพยายามชี้แจงและการมีส่วนร่วมของประชาชน
เราไม่เคยรู้สึกว่าอยู่ดี ๆ กฎหมายก็เข้าสู่สภาฯ แต่เราจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงความสำคัญของกฎหมายนั้น และจำเป็นต้องมีการแก้กฎหมายนั้นอย่างไร เราพยายามทำให้มีความโปร่งใส และให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ไม่ใช่ครบ 4 ปี ก็ไปกากบาทในคูหา 3 วินาที แล้วมอบอำนาจให้นักการเมืองหมดสิ้น เราจึงให้ความสำคัญกับประชาชนมีส่วนร่วม เมื่อมีพรรคใหม่แล้ว ก็จะมีการจัดกิจกรรมสัมพันธ์สมาชิกและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอกฎหมายเหมือนเดิม ฉะนั้น ไม่ว่ารองประธานเป็นใคร เราทำงานได้เหมือนเดิม




