ประกาศเลย ‘มีเพื่อไทยมีเทา’ วิโรจน์ฟาดแรงหลังถูกวิจารณ์ ‘มีเราไม่มีเทา’

5 พ.ย. 2568 - 14:57

  • ‘วิโรจน์’ ฟาดกลับ ‘หัวหน้าเพื่อไทย’ วิจารณ์ขรมแคมเปญหาเสียง ‘พรรคส้ม’

  • ลั่นงั้นก็ประกาศให้ชัด ‘มีเพื่อไทยก็มีเทา’ เหน็บดิ้นกันจังเลย

  • ป้อง ‘นายกฯ’ อย่าเพิ่งกล่าวหาเอื้อประโยชน์ ‘ทุนเทา

ประกาศเลย ‘มีเพื่อไทยมีเทา’ วิโรจน์ฟาดแรงหลังถูกวิจารณ์ ‘มีเราไม่มีเทา’

'วิโรจน์ ลักขณาอดิศร' สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เตือนถึงแคมเปญรณรงค์หาเสียงของพรรคประชาชน 'มีเราไม่มีเทา' ให้ระวังในตอนจัดตั้งรัฐบาลว่ า แล้วพรรคเพื่อไทย เขาจะเอาเทาหรือ ถ้าเพื่อไทยไม่เห็นด้วย ก็ทำแคมเปญได้ ว่า มีเพื่อไทยก็มีเทา คิดว่า เทาของเรา คือในเรื่องของสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะจะเป็นการค้ามนุษย์ ยาเสพติด สแกมเมอร์การหลอกลวงออนไลน์ ตนเรียกว่าธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ ที่เราคิดว่าเงินสกปรกเหล่านี้ ทุนสีเทาเหล่านี้ ไม่ควรจะเคลื่อนเข้ามา ยึดกลุ่มประเทศของเรา

ผ่านกลไกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเอานักการเมือง เข้ามาเป็นเครือข่าย จนกลายเป็นนักการเมืองสีเทา เงินสกปรกไปซื้อเสียง ไปซื้อตำแหน่งให้กับข้าราชการระดับสูง เอาข้าราชการระดับสูงมาเป็นลูกสมุน เป็นมือเป็นไม้ในการรับใช้ และเอานักการเมืองสีเทา ไปผลิตนโยบายเพื่อเอื้อ ประโยชน์ให้กับทุนสีเทา ที่เอาเงินมายึดประเทศ ผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือเข้ามาลงทุน ในธุรกิจต่างๆ หรือเอาเงินที่สกปรกต่างๆเหล่านี้ มาซื้อธุรกิจเพื่อฟอกเงิน แล้วตัดราคา ทุ่มตลาดเพื่อทำลาย ธุรกิจของคนไทย

จึงขอตั้งคำถามกลับไปยัง 'หัวหน้าพรรคเพื่อไทย' ที่จริงๆ คิดว่าท่านจะต้องมีความตระหนักมากกว่าใคร เพราะเคยดำรงตำแหน่ง ถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่รู้ผิดร้าย และภัยความมั่นคง ของทุนสีเทาข้ามชาติ เป็นอย่างดี ดังนั้น ต้องถามท่านกลับ และให้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศนโยบายมาเลย 'มีเพื่อไทยมีเทาแน่นอน' ก็จะให้ประชาชนเลือกว่าถ้าเลือกเพื่อไทย ก็จะเจอทุนเทายึดประเทศ เข้ามาทำลายธุรกิจไทย เข้ามาสร้างนักการเมืองสีเทา ซึ่งข้าราชการสีเทา และบ่อนทำลายประเทศถ้าชอบแบบนี้ก็เลือกเพื่อไทย แต่ถ้าเกิดต้องการนโยบายที่ดีที่ชัดเจน ที่ป้องกันประเทศเราจากทุนสกปรก คุ้มครองธุรกิจของคนไทย คุ้มครองประชาชนคนไทย ไม่ต้องเผชิญหน้ากับโจรสแกมเมอร์ที่ หลอกลวงเอาเงิน ของคนไทยไปปีปีหนึ่ง กว่า 115,300 ล้าน ถูกล้วงกระเป๋าทุกวัน และ1 ใน 5คือผู้สูงอายุ คือพ่อแม่ปู่ย่าตายายของพวกเรา และมีการประเมินว่าโดยเฉลี่ยต่อรายที่โดน คือกว่า 100,000 บาทเศษ เป็นกลุ่มทำงาน 70,000 กว่าบาท แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ก็ 400,000 กว่าบาท ดังนั้นสแกมเมอร์มีกลุ่มเป้าหมายไปที่ ปู่ย่าตายายของเรา ที่เขาไม่สามารถ หารายได้ในยามบั้นปลาย ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว  ตนจึงขอตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทย จะเก็บทุนสีเทาเอาไว้ร่วมรัฐบาลหรือ  

 การที่พรรคออกแคมเปญแบบนี้นั้น ไม่ได้อยากให้เรียกว่าเป็นแคมเปญแต่อยากให้เป็นสามัญสำนึกของนักการเมืองที่พึงจะมี เพราะเวลาเรียกว่าแคมเปญนั้นรู้สึกว่าเบาไป แต่เป็นสามัญสำนึกที่รับผิดชอบทางการเมือง ที่ประชาชนมอบให้ ซึ่งคำว่า 'เทา' ของเราไม่ได้พุ่งเป้าว่าเป็นนาย ก. - นาย ข. แต่หมายถึงระบบป้องกันที่ไม่ให้ทุนสีเทาเข้ามาเป็นภัยร้ายกับประชาชนและผู้ประกอบการ ดังนั้นถ้าหากเราจะต้องจัดตั้งคณะรัฐมนตรีก็จะต้องมีนโยบายในเรื่องนี้ที่ชัดเจน ว่าจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันและปราบปรามทุนสีเทา สแกมเมอร์เหล่านี้ให้สิ้นซาก ซึ่งแบบนี้พรรคเพื่อไทยไม่เอาหรือ ถ้าเรายื่นเงื่อนไขแบบนี้ในการจัดตั้งรัฐบาล หรือเพราะพรรคเพื่อไทยเกรงใจว่าถ้าสาวไปสาวมา กลัวว่าจะเจอใครที่เป็นกลุ่มก้อนของตัวเอง  

“พรรคประชาชนยืนยันว่าเราจะต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ถ้าเจอใครก็ต้องจัดการ ต่อให้คนคนนั้นที่เราจะเคยรู้จัก ซึ่งในแวดวงการเมือง อาจจะมีการโยงเส้นทางทางการเงิน แล้วจะไปเจอใครที่บังเอิญรู้จัก หรือเพิ่งจะมารู้ว่าคน คนนี้ทำธุรกิจ ที่เกี่ยวกับภัยร้ายแบบนี้ ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา”

วิโรจน์ กล่าว 

เมื่อถามถึงนโยบายของพรรคประชาชนเป็นอย่างไรบ้าง หลังพรรคเพื่อไทย ชูนโยบายล้างหนี้และบอกว่ามีนโยบายล้ำหน้ากว่าพรรคอื่นไปมาก นวิโรจน์ กล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งการจัดการกับทุนเทาและสแกมเมอร์ถือว่าเป็นรากฐานสำคัญ ถ้าจัดการไม่ได้และคนไทยถูกล้วงกระเป๋าทุกวัน วันละกว่า 300,000,000 บาทรวมถึงต้องมีนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และต้องทำให้มั่นใจได้ก่อนว่า ดอกเบี้ยและสัญญาที่ประชาชนทำไว้กับสถาบันการเงินมีความเป็นธรรม จากนั้นคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนชำระหนี้ได้ เรื่องนี้ต้องมีความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย ที่จะเข้ามาตรวจสอบว่าสถาบันการเงินมีการคิดดอกเบี้ยที่เป็นธรรมหรือไม่ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยคิดนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อให้กับนายทุน หรือจะต้องไปเกรงใจในทุนสีเทากลุ่มใด  

ส่วนมองปรากฏการณ์ความขัดแย้งระหว่างพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชนอย่างไรนั้น แต่ละคนต้องตรวจสอบซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องที่ดีของประชาชนที่จะได้ข้อมูลที่โปร่งใส  ซึ่งมั่นใจใน 'รักชนก ศรีนอก' สส.กทม. พรรคประชาชนอยู่แล้ว เพราะรู้จักและทำงานร่วมกันมา ซึ่งเขาพร้อมเปิดอยู่แล้ว และ 'ไผ่ ลิกค์' สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ก็มาร่วมเปิดเผยด้วย โดยหากพบอะไรที่เป็นข้อบกพร่องที่อธิบายได้ ก็แก้ไขปัญหากันไป แต่หากเกี่ยวข้องกับปัญหาอาชญากรรม และทำธุรกิจผิดกฎหมายก็ต้องกวดขันกันไป  

“ถ้าเกิดแชทหลุดออกไป อย่างมากก็มีการแซวเรื่องลิเวอร์พูลบ้าง แซวแมนยูบ้าง และเป็นข้อมูลการทำงานที่เปิดเผยได้อยู่แล้ว แต่อาจจะเป็นคำที่เป็นกันเองหน่อย อาจจะมีการใช้คำพูดแบบชื่อย่อบ้าง หรือเป็นคำพูดลำลองสบาย ๆตามที่เปิดเผยผมก็ดูอยู่ ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไรที่ผิดกฎหมาย“

เมื่อถามว่า การเปิดแคมเปญ 'มีเราไม่มีเทา' เป็นการบีบให้พรรคภูมิใจไทยเลือกระหว่างพรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม ในการเลือกตั้งสมัยหน้าหรือไม่ วิโรจน์ กล่าวว่า ก่อนจะตอบคำถามดังกล่าว รู้สึกสงสัยกันหรือไม่ว่าทำไมเปิดแคมเปญนี้ แล้วมีคนดิ้นเยอะจังเลย ถ้าไม่เทาก็อยู่เฉย ๆ เพราะเราไม่ได้บอกว่า ใครคือ เทา ใครคือ ดำ ซึ่งตอนนี้มีคนเดือดร้อนกันเยอะไปหมด ถ้าไม่เทาก็ไม่ต้องกลัว ถ้าไม่เทาต่างคนก็ต่างทำงานกันต่อ ตนก็พร้อมถูกตรวจสอบ ถ้าสังเกตดูพรรคประชาชนไม่เคยจับผิด หรือหยิบยกเอาเรื่องเล็ก ๆ หรือเอานิติสงครามไปนั่งไล่ว่า ผิดระเบียบ มีใบหรือไม่ ความผิดพลาดเชิงธุรการเราไม่มี แต่เราจะจับผิดแต่เรื่องใหญ่ เชื่อมโยงระหว่างหลักฐานกับ หลักฐาน และทำแต่เรื่องที่มีนัยยะสำคัญต่อเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ 

“ถ้าท่านใดไม่เทา ท่านก็เก็บอาการนิดนึง อยู่เฉย ๆ ยืนตรง ๆ ก็ไม่ต้องสั่น ไม่ใช่มือสั่นระริกระรี้ เดี๋ยวคนเขาจะตั้งข้อสังเกต ตั้งคำถามอีก" วิโรจน์ กล่าว  

ส่วนที่มีคนตั้งข้อสังเกตได้ว่า ตรวจสอบแต่พรรคกล้าธรรม ไม่ตรวจสอบพรรคภูมิใจไทยนั้น เราไม่เคยไปโฟกัสที่พรรคกล้าธรรม เราพูดภาพรวมว่า ต้องตรวจสอบตามระบบ ก็งงว่า ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงตอบสนอง มันมีปฏิกิริยาของพรรคกล้าธรรมเอง พวกเราไม่ได้กล่าวหา จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้กล่าวหา แต่เป็นการตั้งข้อสังเกต ซึ่งถ้าไม่มีอะไร ท่านก็อย่ามีปฏิกิริยาตอบสนอง มันไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วเราจินตนาการปักธูปดอกเดียว แล้วจินตนาการว่า เป็นพ่อปู่ทรงนาม บอกมาว่า อย่างนั้นอย่างนี้ มันก็ไม่ใช่ ซึ่งตนเข้าใจว่านางสาวรักชนก ไม่เคยพูดชื่อย่อบ่อยครั้ง หากจะพูดก็ปรากฏเป็นข่าวมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งกว่านี้ไม่ใช่แค่พรรคประชาชนตั้งข้อสังเกต แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตร่วมกันจากประชาชน ลองไปดูการแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดีย  

เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง! ‘วิโรจน์’ ออกโรงป้อง ‘นายกฯ’ อย่าเพิ่งกล่าวหาเอื้อประโยชน์ ‘ทุนเทา’ 

พร้อมกล่าวถึงกรณีที่ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ต้องรับผิดชอบหรือไม่ ที่ปล่อยให้ทุนเทายึดประเทศว่า ต้องบอกว่ามีอำนาจดำเนินการ เพราะวันนี้ท่านถืออำนาจ แต่เราอย่าเพิ่งไปกล่าวหาท่านว่าท่านเอื้อประโยชน์ให้ทุนเทา เพราะท่านเพิ่งมารับตำแหน่ง แต่ท่านมีหน้าที่ต้องจัดการกับทุนเทาเหล่านั้น โดยสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีอาจยุบสภาก่อนวันที่ 31 ม.ค. 69 หากมีความสุ่มเสี่ยงทางการเมืองจะกระทบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ วิโรจน์ กล่าวว่า เป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกฯ เราก็ทำตามหน้าที่กันไป ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตนคิดว่าคณะกรรมาธิการที่พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ทำเต็มที่ ซึ่งการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะยุบสภาก็ต้องว่ากันไปในสภาฯ สมัยหน้า   

แล้วแบบนี้จะถือว่าผิดสัญญาใน MOA หรือไม่เพราะจะทำจะเสียของ เนื่องจากยังแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จนั้น อย่างน้อยเราได้พยายาม เราพูดมาตลอดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ส่วนที่พรรคประชาชนต้องพูดถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ก็เพราะกฎระเบียบของประเทศ จะโอเคหรือไม่ที่ 2 ปีเปลี่ยนนายกฯ 3 คน แล้วจะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างไร อย่างนโยบายเศรษฐกิจ ที่ตอนนี้กลายเป็นแค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งคนละครึ่ง ชอปช่วยชาติ แต่นโยบายเศรษฐกิจ ต้องพูดถึงการลงทุนในสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ กระจายเม็ดเงินสู่ท้องถิ่น  

“ผมเคยคุยกับสส.พรรคเพื่อไทย ว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้น แล้วนโยบาย 30 บาท ยังไม่เคยเกิด แต่มาเกิดในยุคนี้คิดว่าจะผ่านหรือไม่ คำตอบคือไม่น่าผ่าน เพราะแค่คิดก็จะมีนักร้องไปร้อง แล้วจะมีเก้าอี้ 9 ตัว ทำตัวเป็นเดอะวอยซ์กดหันหลัง แล้วก็ไปกันไม่ได้ สิ่งที่ผมพูดไม่เกินไป ระบบแบบนี้เคยเกิดขึ้นในรถไฟความเร็วสูง สุดท้ายทำให้ประเทศเราถูกเหนี่ยวรั้ง ถูกโซ่ตรวนในการพัฒนาประเทศ ทำได้แต่คนละครึ่งคนละข้างแบบนี้ และย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ”

วิโรจน์ กล่าว 

เมื่อถามว่า คาดหวังว่านายกฯ จะยุบสภาหลังจาก ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขผ่านวาระ 3 แล้วหรือไม่ วิโรจน์ กล่าวว่าตนก็คาดหวัง หากพรรคภูมิใจไทยเห็นปัญหาเดียวกับเราว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นโซ่ตรวนในการพัฒนาประเทศ ตนก็ตั้งคำถาม ว่าคนที่ร่างรัฐธรรมนูญปี 60 วันที่ร่างรู้จักปัญญาประดิษฐ์แล้วหรือไม่ ซึ่งคิดว่าเขาไม่เคยคิด  

“เขาจินตนาการอนาคตโดยเอาอดีตมาจินตนาการ แต่การจินตนาการในอนาคตต้องใช้ความเป็นปัจจุบัน เพื่อจินตนาการอนาคตข้างหน้า Good Old Days ย้อนรำลึกวัยหวาน แล้วก็เป็นนโยบายที่ไม่ใช่อนาคต แต่ผมจะเรียกว่านโยบายที่แก้ไขอดีตที่คุณไม่พึงพอใจ แล้วคุณเรียกสิ่งนั้นว่าอนาคต" วิโรจน์ กล่าว 

แล้วเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ มีโอกาสที่พรรคประชาชนอาจจะไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่นั้น หากมีเนื้อหาสาระที่จำเป็นต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะยื่น เพราะไม่ได้อยู่ในข้อตกลง MOA หากมีเรื่องที่หนักหนาสากันหรือประเด็นที่เป็นภัยร้ายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนพรรคประชาชนก็พร้อมที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และพร้อมที่จะจับมือกับพรรคเพื่อไทยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ได้มีปัญหาอะไร โดยเอาเนื้อหามาคุยกัน 

“แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องอภิปรายโดยยึดกับเนื้อหาสาระ ถึงความผิดฉกรรจ์ที่รัฐบาลก่อ และเนื้อหาสาระในการอภิปราย เราจะไม่ใช้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาเป็นเกมทางการเมืองหรือเป็นช่องทางระบายความแค้นส่วนตัวของใคร เรายึดเนื้อหาสาระเป็นหลัก หากมีเนื้อหาสาระที่มากพอก็ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ“

วิโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์