วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ สุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมต.พลังงาน ได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมต.กลาโหม ในเวลาประมาณ เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เวลาหารือประมาณ 30 นาที จากนั้น 14.00 น. วิษณุ เปิดเผยว่า ได้เข้าพบนายกฯ เพื่อหารือถึงปฏิทินการทำงานหลังจากนี้ หากมีการยุบสภาฯ แต่ยืนยันว่า ไม่ได้มีการหารือถึงวันยุบสภาฯ เพราะเป็นเรื่องของนายกฯ นอกจากนี้ นายกฯ ได้บอกให้ไปเตรียมอธิบายในที่ประชุม ครม. วันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ยุบสภาฯ มาก่อน ซึ่งการยุบสภาฯ ครั้งสุดท้ายคือเมื่อ 8 ปี ผ่านมาแล้ว และรัฐธรรมนูญได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นายกฯ จึงต้องการทราบว่าอะไรทำได้ หรือทำไม่ได้
“เป็นการอธิบายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ที่กำหนดว่า รัฐบาลรักษาการจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ ในกรณีที่จะยุบสภาฯ หรืออยู่ครบวาระ โดยนายกฯ สงสัยว่าสามารถตั้งคณะกรรมการต่างๆ ได้หรือไม่ ซึ่งสามารถตั้งเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 169 จะห้ามเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและพนักงาน แต่ไม่ได้พูดถึงคณะกรรมการ ซึ่งถือเป็นการซักซ้อมความเข้าใจกัน โดยเรื่องเหล่านี้จะเริ่มนับหนึ่งเมื่อนายกฯ ยุบสภาฯ หรืออยู่ครบวาระ ซึ่งในกรณีที่อยู่ครบวาระ ก็จะเริ่มนับตั้งแต่หลังเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 23 มี.ค.เป็นต้นไป” วิษณุ ระบุ
วิษณุ ย้ำด้วยว่า ไม่ได้มีการตั้งตุ๊กตา เพราะอยู่ที่นายกฯ แต่รู้ว่ามีผลกระทบ เพราะถึงอย่างไรอีกเดือนเศษ รัฐสภาก็ต้องยุบสภาฯ อยู่แล้ว จึงเตรียมการไว้ ส่วนกระบวนยุบสภาฯ นั้น ในชั้นรัฐบาลใช้เวาเพียงวันเดียวก็เสร็จ ส่วนการทูลเกล้าฯ ก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง เพราะเรื่องยุบสภาฯ ไม่ต้องเข้า ครม. ทั้งนี้ การยุบสภาฯ จะมีผลโดยสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น พร้อมยกตัวอย่างสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยุบสภาฯ โดยไม่มีใครรู้ จนถูกต่อว่าที่ไม่ปรึกษากัน ในวันรุ่งขึ้นที่มีการประชุม ครม. ทำให้ พล.อ.เปรม ต้องเดินขอโทษ ครม.รอบห้องว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน ไม่สามารถปรึกษาใครได้ และตามกฎหมายก็เป็นอำนาจของนายกฯ
นอกจากนี้ ไม่ทราบว่านายกฯ จะส่งสัญญาณก่อนที่จะยุบสภาฯ หรือไม่ ส่วนที่มีการประกาศให้ประชาชนรู้ก่อนในสมัย ทักษิณ ชินวัตร หรือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วิษณุ อธิบายว่าเกิดจากแรงกดดัน ส่วนยุครัฐบาล ชวน หลีกภัย ก็อยู่มาจนสภาฯ ครบ 4 หนแล้ว ก็มีการยุบสภาฯ และมีการบอกล่วงหน้า แต่วัน-เวลาไม่มีใครบอกได้ และขณะนี้คลื่นลมก็มีอยู่แล้ว ว่าอาจยุบสภาฯ แต่จะมาหาวัน-เวลากัน ก็เป็นเรื่องของนายกฯ
ส่วนเมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นเนติบริกร จะแนะนำวันยุบสภาฯ ให้นายกฯ หรือไม่ วิษณุ ตอบว่า “มันไม่ต้องใช้เนติบริกร ต้องใช้โหร” พร้อมระบุ ไม่เคยดูฤกษ์ และนึกไม่ออกว่าในการยุบสภาฯ จะไปดูฤกษ์ทำไม ยุบไปแล้ว เลือกตั้งเมื่อไหร่อยู่ที่ กกต.จะดูฤกษ์ ควรไปดูวันเลือกตั้งดีกว่า เพราะจะรู้แพั รู้ชนะ รู้อภัย วันยุบสภาฯ ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดขึ้นมาได้ ส่วนเมื่อถามว่า วันที่ 7 พ.ค. เป็นวันดีหรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า มันเป็นวันที่จำเป็น เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์และตามกรอบของการครบวาระของรัฐบาลที่ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน ซึ่ง กกต.ก็ไม่ได้ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าจัดการเลือกตั้งในวันอาทิตย์น้อยกว่านั้นนักการเมืองก็จะมีเวลาหาเสียงน้อยลง ดังนั้น วันเลือกตั้งถูกกำหนดด้วยกรอบเวลา ไม่เกี่ยวกับเรื่องโหร
เมื่อถามว่าวันที่ 21 มี.ค. ถือว่าเป็นฤกษ์ดีหรือไม่ เพราะเป็นเลขที่ตรงกับวันคล้ายวันเกิดนายกฯ (21 มี.ค.) และได้สมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (21 ม.ค.) วิษณุ กล่าวว่า ไม่รู้ ตนนึกว่านายกฯ ชอบเลข 22 เพราะนายกฯ ยึดอำนาจวันที่ 22 พ.ค. 2557
วิษณุ ยังกล่าวถึงประเด็นฝ่ายค้านยังติดใจคำชี้แจง กรณีการกล่าวหาเรียกรับผลประโยชน์เป็นเสื้อสูท มูลค่าเกิน 3,000 บาท แลกกับการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่า ฝ่ายค้านระบุว่าร้านตัดเสื้อย่านดอนเมือง ซึ่งตนก็บอกไปแล้วว่าร้านที่ตนไปตัดเสื้อผ้าไทย ขึ้นต้นด้วย ท. อยู่ย่านดอนเมือง และคนที่ซื้อผ้าไปตัดซื้อจากย่านดิโอลด์สยาม มาให้ร้านตัด ปกติเขาตัด แต่สูทไม่รับตัดชุดไทย แต่เจ้าหน้าที่ในสำนักงานรู้จักกับร้านดังกล่าว จึงไปขอให้ช่วยตัดเสื้อทรงพระราชทาน โดยใช้ผ้าของเรา จ่ายเงินค่าตัดเองทุกครั้ง ส่วนเสื้อสูทสากล ไม่ได้ตัดใช้มาเป็น 10 ปีแล้ว ที่ไปตัดในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา คือเสื้อผ้าไทย จำนวนหลายตัว เนื่องมาจากการผ่าตัดใส่ท่อ และคนในสำนักงานของตนก็ตัดที่นี่ทั้งหมดและจ่ายเงินเอง
ส่วนเรื่องดำเนินการฟ้องร้องกับคนที่นำเรื่องนี้มาพูดอีกนั้น ต้องดูท่าทีอีกฝ่ายก่อน หากสงสัยเรื่องการรับสิ่งของที่มูลค่าเกิน 3,000 บาท ก็ไม่ควรฟ้อง เพราะเป็นสิทธิที่สงสัยได้ ไม่ว่ากัน แต่ถ้าบอกว่าเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกกับการแต่งตั้งโยกย้าย ค่อยว่ากัน ส่วนที่บอกว่า ป.ป.ท.ส่งคนมาติดต่อตน ย้ำว่ารู้จักคนของ ป.ป.ท.คนดังกล่าว เพราะมาร่วมประชุมในฐานะเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่มาประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ไม่ได้มาติดต่อเรื่องอื่น และเข้าใจว่าคนนี้ น่าจะเป็นบุคลที่ถูกกล่าวอ้างว่า รู้จักกับช่างตัดเสื้อที่อยู่ย่านดอนเมือง
“จะฟ้องหรือไม่ฟ้องค่อยว่ากัน หากไปแจ้งความตำรวจก็จัดการให้อยู่แล้ว ส่วนที่ฝ่ายค้านอ้างว่าผู้อภิปรายมีเอกสิทธิ์คุ้มครองในสภาฯ นั้น เอกสิทธิ์ที่ว่าต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการซักถามในที่ประชุมสภาฯ แต่ถ้าไปพูดนอกรอบก็ไม่คุ้มครอง” ระบุ
“เป็นการอธิบายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ที่กำหนดว่า รัฐบาลรักษาการจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ ในกรณีที่จะยุบสภาฯ หรืออยู่ครบวาระ โดยนายกฯ สงสัยว่าสามารถตั้งคณะกรรมการต่างๆ ได้หรือไม่ ซึ่งสามารถตั้งเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 169 จะห้ามเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและพนักงาน แต่ไม่ได้พูดถึงคณะกรรมการ ซึ่งถือเป็นการซักซ้อมความเข้าใจกัน โดยเรื่องเหล่านี้จะเริ่มนับหนึ่งเมื่อนายกฯ ยุบสภาฯ หรืออยู่ครบวาระ ซึ่งในกรณีที่อยู่ครบวาระ ก็จะเริ่มนับตั้งแต่หลังเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 23 มี.ค.เป็นต้นไป” วิษณุ ระบุ
วิษณุ ย้ำด้วยว่า ไม่ได้มีการตั้งตุ๊กตา เพราะอยู่ที่นายกฯ แต่รู้ว่ามีผลกระทบ เพราะถึงอย่างไรอีกเดือนเศษ รัฐสภาก็ต้องยุบสภาฯ อยู่แล้ว จึงเตรียมการไว้ ส่วนกระบวนยุบสภาฯ นั้น ในชั้นรัฐบาลใช้เวาเพียงวันเดียวก็เสร็จ ส่วนการทูลเกล้าฯ ก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง เพราะเรื่องยุบสภาฯ ไม่ต้องเข้า ครม. ทั้งนี้ การยุบสภาฯ จะมีผลโดยสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น พร้อมยกตัวอย่างสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยุบสภาฯ โดยไม่มีใครรู้ จนถูกต่อว่าที่ไม่ปรึกษากัน ในวันรุ่งขึ้นที่มีการประชุม ครม. ทำให้ พล.อ.เปรม ต้องเดินขอโทษ ครม.รอบห้องว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน ไม่สามารถปรึกษาใครได้ และตามกฎหมายก็เป็นอำนาจของนายกฯ
นอกจากนี้ ไม่ทราบว่านายกฯ จะส่งสัญญาณก่อนที่จะยุบสภาฯ หรือไม่ ส่วนที่มีการประกาศให้ประชาชนรู้ก่อนในสมัย ทักษิณ ชินวัตร หรือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วิษณุ อธิบายว่าเกิดจากแรงกดดัน ส่วนยุครัฐบาล ชวน หลีกภัย ก็อยู่มาจนสภาฯ ครบ 4 หนแล้ว ก็มีการยุบสภาฯ และมีการบอกล่วงหน้า แต่วัน-เวลาไม่มีใครบอกได้ และขณะนี้คลื่นลมก็มีอยู่แล้ว ว่าอาจยุบสภาฯ แต่จะมาหาวัน-เวลากัน ก็เป็นเรื่องของนายกฯ
ส่วนเมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นเนติบริกร จะแนะนำวันยุบสภาฯ ให้นายกฯ หรือไม่ วิษณุ ตอบว่า “มันไม่ต้องใช้เนติบริกร ต้องใช้โหร” พร้อมระบุ ไม่เคยดูฤกษ์ และนึกไม่ออกว่าในการยุบสภาฯ จะไปดูฤกษ์ทำไม ยุบไปแล้ว เลือกตั้งเมื่อไหร่อยู่ที่ กกต.จะดูฤกษ์ ควรไปดูวันเลือกตั้งดีกว่า เพราะจะรู้แพั รู้ชนะ รู้อภัย วันยุบสภาฯ ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดขึ้นมาได้ ส่วนเมื่อถามว่า วันที่ 7 พ.ค. เป็นวันดีหรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า มันเป็นวันที่จำเป็น เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์และตามกรอบของการครบวาระของรัฐบาลที่ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน ซึ่ง กกต.ก็ไม่ได้ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าจัดการเลือกตั้งในวันอาทิตย์น้อยกว่านั้นนักการเมืองก็จะมีเวลาหาเสียงน้อยลง ดังนั้น วันเลือกตั้งถูกกำหนดด้วยกรอบเวลา ไม่เกี่ยวกับเรื่องโหร
เมื่อถามว่าวันที่ 21 มี.ค. ถือว่าเป็นฤกษ์ดีหรือไม่ เพราะเป็นเลขที่ตรงกับวันคล้ายวันเกิดนายกฯ (21 มี.ค.) และได้สมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (21 ม.ค.) วิษณุ กล่าวว่า ไม่รู้ ตนนึกว่านายกฯ ชอบเลข 22 เพราะนายกฯ ยึดอำนาจวันที่ 22 พ.ค. 2557
วิษณุ ยังกล่าวถึงประเด็นฝ่ายค้านยังติดใจคำชี้แจง กรณีการกล่าวหาเรียกรับผลประโยชน์เป็นเสื้อสูท มูลค่าเกิน 3,000 บาท แลกกับการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่า ฝ่ายค้านระบุว่าร้านตัดเสื้อย่านดอนเมือง ซึ่งตนก็บอกไปแล้วว่าร้านที่ตนไปตัดเสื้อผ้าไทย ขึ้นต้นด้วย ท. อยู่ย่านดอนเมือง และคนที่ซื้อผ้าไปตัดซื้อจากย่านดิโอลด์สยาม มาให้ร้านตัด ปกติเขาตัด แต่สูทไม่รับตัดชุดไทย แต่เจ้าหน้าที่ในสำนักงานรู้จักกับร้านดังกล่าว จึงไปขอให้ช่วยตัดเสื้อทรงพระราชทาน โดยใช้ผ้าของเรา จ่ายเงินค่าตัดเองทุกครั้ง ส่วนเสื้อสูทสากล ไม่ได้ตัดใช้มาเป็น 10 ปีแล้ว ที่ไปตัดในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา คือเสื้อผ้าไทย จำนวนหลายตัว เนื่องมาจากการผ่าตัดใส่ท่อ และคนในสำนักงานของตนก็ตัดที่นี่ทั้งหมดและจ่ายเงินเอง
ส่วนเรื่องดำเนินการฟ้องร้องกับคนที่นำเรื่องนี้มาพูดอีกนั้น ต้องดูท่าทีอีกฝ่ายก่อน หากสงสัยเรื่องการรับสิ่งของที่มูลค่าเกิน 3,000 บาท ก็ไม่ควรฟ้อง เพราะเป็นสิทธิที่สงสัยได้ ไม่ว่ากัน แต่ถ้าบอกว่าเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกกับการแต่งตั้งโยกย้าย ค่อยว่ากัน ส่วนที่บอกว่า ป.ป.ท.ส่งคนมาติดต่อตน ย้ำว่ารู้จักคนของ ป.ป.ท.คนดังกล่าว เพราะมาร่วมประชุมในฐานะเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่มาประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ไม่ได้มาติดต่อเรื่องอื่น และเข้าใจว่าคนนี้ น่าจะเป็นบุคลที่ถูกกล่าวอ้างว่า รู้จักกับช่างตัดเสื้อที่อยู่ย่านดอนเมือง
“จะฟ้องหรือไม่ฟ้องค่อยว่ากัน หากไปแจ้งความตำรวจก็จัดการให้อยู่แล้ว ส่วนที่ฝ่ายค้านอ้างว่าผู้อภิปรายมีเอกสิทธิ์คุ้มครองในสภาฯ นั้น เอกสิทธิ์ที่ว่าต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการซักถามในที่ประชุมสภาฯ แต่ถ้าไปพูดนอกรอบก็ไม่คุ้มครอง” ระบุ




