ทำเนียบรัฐบาล (29 มิถุนายน 2566) วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบเวลาการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า การเลือกประธานสภาฯ ต้องประชุมให้มีการเลือกให้ได้ภายใน 10 วัน นับแต่วันเสด็จเปิดรัฐสภา ในวันที่ 3 กรกฎาคม หรือไม่เกินวันที่ 12 กรกฎาคม และไม่มีเหตุที่จะเลือกกันไม่ได้ เพราะไม่เหมือนการเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ต้องใช้คะแนนเสียงเกิน 376 ของ 2 สภาฯ แต่การเลือกประธานสภาฯ ใช้สภาฯ เดียว และใช้เสียงข้างมากของ ส.ส.ก็สามารถทำได้
เมื่อถามว่า การเสนอชื่อประธานสภาฯ สามารถเสนอชื่อแข่งขันมากกว่า 2 คนได้หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า จะเสนอแข่ง 5 คนก็ได้ และใช้เสียงข้างมากของ ส.ส.ในการตัดสิน ตนจึงขอย้ำว่าโอกาสที่จะเลือกไม่ได้จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น หาก 2 พรรคคะแนนเสียงต่างกันใครชนะก็ได้
เมื่อถามว่า หากพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 เสนอชื่อแข่งกัน และหากมีกลุ่มพรรคขั้วที่สามที่มี 188 เสียง เสนอแข่งมีโอกาสส้มหล่นได้หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า ตนไม่เห็นเหตุที่จะเกิดขึ้น เพราะตอนนั้นต้องเสนอไปพร้อมกัน พรรค 1 ก็เสนอ พรรค 2 ก็เสนอ และกลุ่มพรรคขั้วที่ 3 อยากจะเสนอก็เสนอไป 3 คนแล้วก็โหวตแข่งกัน เพราะอาจต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ หรือไม่ต้องก็ได้ขึ้นอยู่กับมติสภา แต่หากมีแล้วฟังไม่หมดก็เลื่อนไปโหวตต่อในวันถัดไปก็ได้
เมื่อถามว่า ตามหลักการประธานสภาฯ ในฐานะประธานรัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจควบคุมการเลือก นายกฯ หรือ เป็นเรื่องของมติที่ประชุมรัฐสภา วิษณุ กล่าวว่า ประธานสภาฯ มีหน้าที่กำหนดวันโหวตนายกฯ ถึงเวลาจะเลือกกันอย่างไร มีกี่ชื่อก็เป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภา
เมื่อถามว่า หากการโหวตนายกฯ ไม่ถึง 376 เสียง จะต้องทำยังไง วิษณุ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของประธานสภาฯ ที่ต้องดำเนินการ และไม่มีกรอบเวลา จะวันรุ่งขึ้น หรือ7 วัน หรือ 15 วันก็ได้ โดยให้สมาชิกกลับไปคิด
เมื่อถามว่า ดูจากสถานการณ์การเมืองขณะนี้มองว่าจะเลือกนายกฯ ได้ช้าหรือเร็ว วิษณุ กล่าวว่า “ไม่ทราบ”
เมื่อถามว่า หากเกิดเหตุการณ์เลือกนายกฯ ไม่ได้ ประธานสภาฯ สามารถเป็นผู้กำหนดพลิกเกมไปเลือกแคนดิเดตคนอื่นได้หรือไม่ หรือเป็นอำนาจของสมาชิกรัฐสภา วิษณุ พยักหน้าพร้อมระบุว่า ตอนนั้น ส.ส.ปฏิญาณตนเสร็จแล้ว จึงมีฐานะในการประชุมสภาปกติ ใครเสนอมาถ้าอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยก็เสนอมาแข่ง ประธานสภาฯ ก็จะให้โหวตกันว่าจะเลือกแบบไหน
ถามว่า หากเลือกนายกฯ ไม่ได้ แต่ต้องการเลือกต่อ เป็นอำนาจสมาชิกรัฐสภา หรือประธานรัฐสภา วิษณุ กล่าวว่า แล้วแต่ประธานรัฐสภาจะนัดวัน แต่ส่วนใหญ่ประธานรัฐสภาจะฟังเสียงสมาชิก
เมื่อถามว่า ส่วนใหญ่หากนัดโหวตนายกฯ เพื่อเปิดทางมีการล็อบบี้กันใช่หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า เรื่องล็อบบี้สื่อเป็นคนพูด การนัดใหม่อาจจะมีเหตุหลายอย่างก็ได้ เหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ไม่ให้ลงมติในวันเดียวกัน เพราะต้องการให้กลับไปคิดกันใหม่ เพราะอาจจะมาด้วยขอเสนอที่ดีกว่าเดิมก็ได้ เช่น เปลี่ยนคน
ถามย้ำว่า สุดท้ายคือใช้มติเสียงข้างมากในการตัดสินใช่หรือไม่ วิษณุ พยักหน้า และบอกว่า “ใช่” เมื่อถามว่า สุดท้ายแล้วอำนาจของประธานสภาฯ แค่กำหนดวันในการเลือกนายกฯ ใช่หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า สำหรับตอนช่วงเลือกนายกฯ แต่เขาไม่ได้แย่งตำแหน่งกันเกี่ยวกับการเรื่องนายกฯ หรอก เขาต้องการเอาตำแหน่งประธานสภาฯ เพื่อทำหน้าที่อื่นๆ ต่อไปด้วย
ทั้งเรื่องกฎหมาย กระบวนการต่างๆ การนัดวันประชุม เพราะจบเรื่องการเลือกนายกฯ แล้ว ได้นายกฯ แล้วประธานก็ยังไม่อำนาจ แต่ไม่ได้มีอำนาจยิ่งใหญ่ไพศาลอย่างที่ ชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภาพูด ชี้เป็นชี้ตายอะไรไม่ได้ เพราะบางอย่างประธานสภาฯ ตัดสินใจเองได้ บางอย่างก็ต้องอยู่ภายใต้เสียงข้างมาก และอำนาจอีกอย่างของประธานสภาฯ คือเปิดและปิดประชุม
เมื่อถามว่า ประธานสภาฯ มีอำนาจตัดตอนการนำเสนอกฎหมายได้หรือไม่ อย่างเช่นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 วิษณุ กล่าวว่า ก็ประธานชี้ขาดตอนแรกว่าจะรับหรือไม่รับ ที่ผ่านมาชี้ว่าไม่รับเพราะเป็นการเสนอกฎหมายที่ผิดกฎหมายก็ไม่รับ
ถามต่อว่า จึงเป็นเหตุที่พรรคก้าวไกลอยากได้ตำแหน่งประธานสภาฯ ใช่หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนไม่ทราบว่าเขาอยากได้เพราะอะไร แต่แน่นอนถ้าใครได้ก็ดีทั้งนั้น ที่สุดแล้วหากได้ตัวประธานสภาฯ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แต่ขณะเดียวกันหากได้นายกฯ คนใหม่ ประธานสภาฯ ต้องเป็นผู้รับสนองฯ
เมื่อถามว่า คนที่มีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ สามารถลาออกได้หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้ แต่จะใช้วิธีว่าถ้าเขาเลือกแล้วคุณไม่ต้องรับ หรือไม่ก็ทำให้ตัวเองขาดคุณสมบัติ แต่จะไปลาออกไม่ได้ เพราะว่าตั้งแต่ตอนสมัครแล้วเขาระบุไว้แล้วว่าถอนตัวไม่ได้ ยกเว้นเสียชีวิต
เมื่อถามว่า การเสนอชื่อประธานสภาฯ สามารถเสนอชื่อแข่งขันมากกว่า 2 คนได้หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า จะเสนอแข่ง 5 คนก็ได้ และใช้เสียงข้างมากของ ส.ส.ในการตัดสิน ตนจึงขอย้ำว่าโอกาสที่จะเลือกไม่ได้จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น หาก 2 พรรคคะแนนเสียงต่างกันใครชนะก็ได้
เมื่อถามว่า หากพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 เสนอชื่อแข่งกัน และหากมีกลุ่มพรรคขั้วที่สามที่มี 188 เสียง เสนอแข่งมีโอกาสส้มหล่นได้หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า ตนไม่เห็นเหตุที่จะเกิดขึ้น เพราะตอนนั้นต้องเสนอไปพร้อมกัน พรรค 1 ก็เสนอ พรรค 2 ก็เสนอ และกลุ่มพรรคขั้วที่ 3 อยากจะเสนอก็เสนอไป 3 คนแล้วก็โหวตแข่งกัน เพราะอาจต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ หรือไม่ต้องก็ได้ขึ้นอยู่กับมติสภา แต่หากมีแล้วฟังไม่หมดก็เลื่อนไปโหวตต่อในวันถัดไปก็ได้
เมื่อถามว่า ตามหลักการประธานสภาฯ ในฐานะประธานรัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจควบคุมการเลือก นายกฯ หรือ เป็นเรื่องของมติที่ประชุมรัฐสภา วิษณุ กล่าวว่า ประธานสภาฯ มีหน้าที่กำหนดวันโหวตนายกฯ ถึงเวลาจะเลือกกันอย่างไร มีกี่ชื่อก็เป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภา
เมื่อถามว่า หากการโหวตนายกฯ ไม่ถึง 376 เสียง จะต้องทำยังไง วิษณุ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของประธานสภาฯ ที่ต้องดำเนินการ และไม่มีกรอบเวลา จะวันรุ่งขึ้น หรือ7 วัน หรือ 15 วันก็ได้ โดยให้สมาชิกกลับไปคิด
เมื่อถามว่า ดูจากสถานการณ์การเมืองขณะนี้มองว่าจะเลือกนายกฯ ได้ช้าหรือเร็ว วิษณุ กล่าวว่า “ไม่ทราบ”
เมื่อถามว่า หากเกิดเหตุการณ์เลือกนายกฯ ไม่ได้ ประธานสภาฯ สามารถเป็นผู้กำหนดพลิกเกมไปเลือกแคนดิเดตคนอื่นได้หรือไม่ หรือเป็นอำนาจของสมาชิกรัฐสภา วิษณุ พยักหน้าพร้อมระบุว่า ตอนนั้น ส.ส.ปฏิญาณตนเสร็จแล้ว จึงมีฐานะในการประชุมสภาปกติ ใครเสนอมาถ้าอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยก็เสนอมาแข่ง ประธานสภาฯ ก็จะให้โหวตกันว่าจะเลือกแบบไหน
ถามว่า หากเลือกนายกฯ ไม่ได้ แต่ต้องการเลือกต่อ เป็นอำนาจสมาชิกรัฐสภา หรือประธานรัฐสภา วิษณุ กล่าวว่า แล้วแต่ประธานรัฐสภาจะนัดวัน แต่ส่วนใหญ่ประธานรัฐสภาจะฟังเสียงสมาชิก
เมื่อถามว่า ส่วนใหญ่หากนัดโหวตนายกฯ เพื่อเปิดทางมีการล็อบบี้กันใช่หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า เรื่องล็อบบี้สื่อเป็นคนพูด การนัดใหม่อาจจะมีเหตุหลายอย่างก็ได้ เหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ไม่ให้ลงมติในวันเดียวกัน เพราะต้องการให้กลับไปคิดกันใหม่ เพราะอาจจะมาด้วยขอเสนอที่ดีกว่าเดิมก็ได้ เช่น เปลี่ยนคน
ถามย้ำว่า สุดท้ายคือใช้มติเสียงข้างมากในการตัดสินใช่หรือไม่ วิษณุ พยักหน้า และบอกว่า “ใช่” เมื่อถามว่า สุดท้ายแล้วอำนาจของประธานสภาฯ แค่กำหนดวันในการเลือกนายกฯ ใช่หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า สำหรับตอนช่วงเลือกนายกฯ แต่เขาไม่ได้แย่งตำแหน่งกันเกี่ยวกับการเรื่องนายกฯ หรอก เขาต้องการเอาตำแหน่งประธานสภาฯ เพื่อทำหน้าที่อื่นๆ ต่อไปด้วย
ทั้งเรื่องกฎหมาย กระบวนการต่างๆ การนัดวันประชุม เพราะจบเรื่องการเลือกนายกฯ แล้ว ได้นายกฯ แล้วประธานก็ยังไม่อำนาจ แต่ไม่ได้มีอำนาจยิ่งใหญ่ไพศาลอย่างที่ ชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภาพูด ชี้เป็นชี้ตายอะไรไม่ได้ เพราะบางอย่างประธานสภาฯ ตัดสินใจเองได้ บางอย่างก็ต้องอยู่ภายใต้เสียงข้างมาก และอำนาจอีกอย่างของประธานสภาฯ คือเปิดและปิดประชุม
เมื่อถามว่า ประธานสภาฯ มีอำนาจตัดตอนการนำเสนอกฎหมายได้หรือไม่ อย่างเช่นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 วิษณุ กล่าวว่า ก็ประธานชี้ขาดตอนแรกว่าจะรับหรือไม่รับ ที่ผ่านมาชี้ว่าไม่รับเพราะเป็นการเสนอกฎหมายที่ผิดกฎหมายก็ไม่รับ
ถามต่อว่า จึงเป็นเหตุที่พรรคก้าวไกลอยากได้ตำแหน่งประธานสภาฯ ใช่หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนไม่ทราบว่าเขาอยากได้เพราะอะไร แต่แน่นอนถ้าใครได้ก็ดีทั้งนั้น ที่สุดแล้วหากได้ตัวประธานสภาฯ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แต่ขณะเดียวกันหากได้นายกฯ คนใหม่ ประธานสภาฯ ต้องเป็นผู้รับสนองฯ
เมื่อถามว่า คนที่มีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ สามารถลาออกได้หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้ แต่จะใช้วิธีว่าถ้าเขาเลือกแล้วคุณไม่ต้องรับ หรือไม่ก็ทำให้ตัวเองขาดคุณสมบัติ แต่จะไปลาออกไม่ได้ เพราะว่าตั้งแต่ตอนสมัครแล้วเขาระบุไว้แล้วว่าถอนตัวไม่ได้ ยกเว้นเสียชีวิต




