หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ‘วิษณุ เครืองาม’ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้ตอบคำถามสื่อมวลชน ในประเด็นที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อกฎหมาย กรณีบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ จะเป็นปัญหาต่อการนำชื่อดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ หรือไม่
ประเด็นนี้ ‘วิษณุ’ อธิบายว่า ปกติการจะแต่งตั้งตำแหน่งใดก็ตามที่อยู่ในพระราชอำนาจฯ เช่น ในกรณีแต่งตั้งข้าราชการประจำ ผู้พิพากษา อัยการ อธิบดี หรือการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ได้มีข้อตกลงกับสำนักพระราชวังมา 2-3 ปีแล้ว ว่าให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวด และหากมีเหตุที่เป็นปัญหา ให้กราบบังคมทูลว่ามีเหตุอย่างนี้อยู่ ส่วนจะโปรดเกล้าฯ อย่างไรแล้วแต่พระบรมราชวินิจฉัย
เมื่อถามย้ำว่าหลักเกณฑ์นี้ เป็นหลักเดี่ยวกันกับการทูลเกล้าฯ เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ ‘วิษณุ’ ตอบสั้นๆ ว่า “ใช่ครับ”
ส่วนหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายหรือเป็นจารีตประเพณีนั้น ‘วิษณุ’ อธิบายเพิ่มเติมว่า เรื่องโปรดเกล้าฯ เป็นพระราชอำนาจ เราไม่ต้องไปสงสัยอะไร แต่ต้องกราบบังคมทูลขึ้นไปว่าเกิดอะไรขึ้น และหากมีอะไรเกิดขึ้น ผู้ที่รับผิดชอบก็คือ ประธานสภาฯ เพราะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ดังนั้นสิ่งทูลเกล้าฯ ต้องเป็นสิ่งที่ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ถ้าผิดต้องรับผิดชอบ เพราะการรับสนองคือการรับผิดชอบแทน
พร้อมยกเหตุการณ์ในอดีตสมัยที่สภาจะมีการโหวตนายกรัฐมนตรี โดยมีชื่อของ ‘พล.อ.อ.สมบูรณ์ ระหงส์’ เป็นตัวเต็งในการเสนอชื่อนายกฯ แต่ ‘อาทิตย์ อุไรรัตน์’ ประธานรัฐสภาสมัยนั้นไปเสนอชื่อ ‘อานันท์ ปันยารชุน’ เป็นนายกฯ แทน ทำให้ ‘อาทิตย์’ ต้องเป็นคนรับผิดชอบไป ดังนั้นประธานรัฐสภาฯ ต้องดูแลให้ถูกต้องให้ดี ถ้าจะเบรกอะไรก็เบรกในชั้นประธานรัฐสภาฯ
เมื่อถามว่าหากแคนดิเดตนายกฯ คนใดถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ กรณีถูกร้องว่ามีลักษณะต้องห้ามในการเป็น ส.ส. และแคนดิเดตนายกฯ จะนำรายชื่อนั้นไปโหวตนายกฯ ได้หรือไม่ ‘วิษณุ’ ตอบทันทีว่า “ไม่ได้” แม้คดีจะยังไม่สิ้นสุด ก็เสนอชื่อโหวตไม่ได้ เพราะเมื่อถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว ก็เข้าไปทำหน้าที่ไม่ได้ แล้วจะไปตั้งทำไม และชื่อนั้นจะไม่มีการเสนอเข้ามา แต่ปกติศาลจะไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เร็วเกินไปต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร
เมื่อถามว่าการที่ กกต.จะฟ้องใครด้วยความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 151 ต้องฟ้องผ่านช่องทางใด ‘วิษณุ’ ระบุว่า ตามมาตราดังกล่าวต้องไปช่องทางศาลอาญา และไม่มีขั้นตอนการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่มาตรา 151 เป็นที่มาของทุกเรื่อง ถูกต้องแล้วที่ไม่รับเรื่องอื่น เพราะเมื่อผลเรื่องมาตรา 151 ออกมาแล้วจะคุมหมดทุกอย่าง แต่กระบวนการนี้ใช้เวลานานเพราะใช้กระบวนการยุติธรรมปกติ
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังถามว่า การไปร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบบุคคลว่าผิดมาตรา 151 หรือไม่นั้น สามารถใช้วิธีการเข้าชื่อของ ส.ส. และ ส.ว. ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ระบุไว้ได้หรือไม่ ‘วิษณุ’ บอกว่า ได้ โดยผู้ร้องคือ ส.ส. จำนวน 1 ใน 10 ของสภาฯ หรือ 50 คน โดย ส.ส. จะยื่นได้หลังมีการถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อยแล้ว ถึงจะทำหน้าที่ได้ ส่วน ส.ว. จำนวน 1 ใน 10 หรือ 25 คน สามารถลงชื่อเพื่อตรวจสอบ ส.ส. - ส.ว. รวมถึงรัฐมนตรีได้ โดยยื่นผ่านประธานรัฐสภา และอีกช่องทางหนึ่งคือ กกต.เป็นผู้ยื่นเรื่องเอง
ประเด็นนี้ ‘วิษณุ’ อธิบายว่า ปกติการจะแต่งตั้งตำแหน่งใดก็ตามที่อยู่ในพระราชอำนาจฯ เช่น ในกรณีแต่งตั้งข้าราชการประจำ ผู้พิพากษา อัยการ อธิบดี หรือการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ได้มีข้อตกลงกับสำนักพระราชวังมา 2-3 ปีแล้ว ว่าให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวด และหากมีเหตุที่เป็นปัญหา ให้กราบบังคมทูลว่ามีเหตุอย่างนี้อยู่ ส่วนจะโปรดเกล้าฯ อย่างไรแล้วแต่พระบรมราชวินิจฉัย
เมื่อถามย้ำว่าหลักเกณฑ์นี้ เป็นหลักเดี่ยวกันกับการทูลเกล้าฯ เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ ‘วิษณุ’ ตอบสั้นๆ ว่า “ใช่ครับ”
ส่วนหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายหรือเป็นจารีตประเพณีนั้น ‘วิษณุ’ อธิบายเพิ่มเติมว่า เรื่องโปรดเกล้าฯ เป็นพระราชอำนาจ เราไม่ต้องไปสงสัยอะไร แต่ต้องกราบบังคมทูลขึ้นไปว่าเกิดอะไรขึ้น และหากมีอะไรเกิดขึ้น ผู้ที่รับผิดชอบก็คือ ประธานสภาฯ เพราะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ดังนั้นสิ่งทูลเกล้าฯ ต้องเป็นสิ่งที่ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ถ้าผิดต้องรับผิดชอบ เพราะการรับสนองคือการรับผิดชอบแทน
พร้อมยกเหตุการณ์ในอดีตสมัยที่สภาจะมีการโหวตนายกรัฐมนตรี โดยมีชื่อของ ‘พล.อ.อ.สมบูรณ์ ระหงส์’ เป็นตัวเต็งในการเสนอชื่อนายกฯ แต่ ‘อาทิตย์ อุไรรัตน์’ ประธานรัฐสภาสมัยนั้นไปเสนอชื่อ ‘อานันท์ ปันยารชุน’ เป็นนายกฯ แทน ทำให้ ‘อาทิตย์’ ต้องเป็นคนรับผิดชอบไป ดังนั้นประธานรัฐสภาฯ ต้องดูแลให้ถูกต้องให้ดี ถ้าจะเบรกอะไรก็เบรกในชั้นประธานรัฐสภาฯ
เมื่อถามว่าหากแคนดิเดตนายกฯ คนใดถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ กรณีถูกร้องว่ามีลักษณะต้องห้ามในการเป็น ส.ส. และแคนดิเดตนายกฯ จะนำรายชื่อนั้นไปโหวตนายกฯ ได้หรือไม่ ‘วิษณุ’ ตอบทันทีว่า “ไม่ได้” แม้คดีจะยังไม่สิ้นสุด ก็เสนอชื่อโหวตไม่ได้ เพราะเมื่อถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว ก็เข้าไปทำหน้าที่ไม่ได้ แล้วจะไปตั้งทำไม และชื่อนั้นจะไม่มีการเสนอเข้ามา แต่ปกติศาลจะไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เร็วเกินไปต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร
เมื่อถามว่าการที่ กกต.จะฟ้องใครด้วยความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 151 ต้องฟ้องผ่านช่องทางใด ‘วิษณุ’ ระบุว่า ตามมาตราดังกล่าวต้องไปช่องทางศาลอาญา และไม่มีขั้นตอนการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่มาตรา 151 เป็นที่มาของทุกเรื่อง ถูกต้องแล้วที่ไม่รับเรื่องอื่น เพราะเมื่อผลเรื่องมาตรา 151 ออกมาแล้วจะคุมหมดทุกอย่าง แต่กระบวนการนี้ใช้เวลานานเพราะใช้กระบวนการยุติธรรมปกติ
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังถามว่า การไปร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบบุคคลว่าผิดมาตรา 151 หรือไม่นั้น สามารถใช้วิธีการเข้าชื่อของ ส.ส. และ ส.ว. ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ระบุไว้ได้หรือไม่ ‘วิษณุ’ บอกว่า ได้ โดยผู้ร้องคือ ส.ส. จำนวน 1 ใน 10 ของสภาฯ หรือ 50 คน โดย ส.ส. จะยื่นได้หลังมีการถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อยแล้ว ถึงจะทำหน้าที่ได้ ส่วน ส.ว. จำนวน 1 ใน 10 หรือ 25 คน สามารถลงชื่อเพื่อตรวจสอบ ส.ส. - ส.ว. รวมถึงรัฐมนตรีได้ โดยยื่นผ่านประธานรัฐสภา และอีกช่องทางหนึ่งคือ กกต.เป็นผู้ยื่นเรื่องเอง




