เมื่อถูกถามว่า ‘ผิดคาดหรือไม่?’ กับกรณีที่ เศรษฐา ทวีสิน ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งนายกฯ วิษณุ เครืองาม อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ก็ย้อนถามผู้สื่อข่าวทันทีว่า “แล้วสื่อผิดคาดหรือไม่? เหมือน ๆ กันทั้งประเทศ”
ส่วนเมื่อถามว่า ก่อนที่จะส่งร่างคำชี้แจงให้ศาลรัฐธรรมนูญ มั่นใจแล้วใช่หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า ดูแค่เพียงนิดหน่อย ไม่ได้ดูมากมายอะไร เพราะมีทีมนายกฯ ที่ทำอยู่แล้ว ส่วนตอนที่ดู ได้เห็นจุดอ่อนของคำชี้แจงหรือไม่ เช่น เป็นนักธุรกิจไม่รู้กฎหมาย วิษณุ กล่าวว่า จริง ๆ ไม่เรียกว่าจุดอ่อนหรอก เพราะเวลาแก้คดี ปกติมันต้องแก้ทุกประเด็น ประเด็นไหนที่ฟังไม่ขึ้น ศาลก็ยก
อย่างคดีธรรมดา เวลาขึ้นศาล จำเลยต้องเถียงก่อนเสมอว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หรือคดีขาดอายุความ หรืออาจจะมีเหตุผลอื่น ซึ่งมีสูตรของมันอยู่แล้ว และก่อนหน้าที่จะมีการยื่น ก็มีการพูดกันว่า วุฒิสภาหมดวาระไปแล้ว ไม่สามารถที่จะยื่นได้ เขาให้ทำเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ แต่หลักการยื่นเป็นเรื่องของสิทธิ ตรงนี้อาจจะเป็นประเด็นที่ยกมาได้ แต่ในคำให้การของนายกฯ ไม่มีส่วนนี้ ฉะนั้น เมื่อถึงเวลามันจะยกอะไรขึ้นมาก็ได้
ส่วนตอนที่ดูร่างคำชี้แจง ได้ท้วงติงตรงไหนหรือไม่ ที่เห็นว่าน่าจะเป็นจุดบกพร่อง วิษณุ กล่าวว่า “มีอยู่ ได้ท้วงติงบางจุดไป แต่คงยกตัวอย่างให้ไม่ได้”
เมื่อถามต่อไปว่า ไม่ได้เสียความมั่นใจใช่หรือไม่ ที่คนคาดหวังว่าเข้ามาช่วยแล้ว เศรษฐา จะรอดพ้นจากคดี วิษณุ กล่าวว่า ก็ขอให้เป็นเรื่องระหว่างตนเองกับภายในแล้วกัน
พูดไม่ได้ อย่าไปคาดกันสิ คาดทำไม ผมไม่มีความสามารถ ผมก็อาจจะพลาดได้ ก็ดูกันหลายหูหลายตา อย่างนี้ดีกว่า อย่างน้อยก็มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 เสียง ที่เห็นด้วย มีต่างกันแค่คนเดียว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ต่อไปการแต่งตั้งรัฐมนตรี ถือว่าศาลฯ มีการวางหลักไว้ให้แล้วใช่หรือไม่ หลังจากมีกรณีของ เศรษฐา ออกมา วิษณุ กล่าวว่า ก็ต้องตรวจสอบ แม้กระทั่งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ก็ต้องตรวจสอบ ถือเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งอาจจะไม่ใช่บรรทัดฐานใหม่ เพราะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ
แต่วิธีตรวจสอบต่อไปนี้ ก็อาจจะต้องเข้มงวดขึ้น เวลาสอบถามประวัติ อาจจะต้องถามมากกว่านี้ อาจจะต้องเงี่ยหูสดับตรับฟังว่า มีข่าวลืออะไรหรือไม่ และตรวจสอบ
สำหรับประเด็นแคนดิเดตนายกฯ ที่มีการเสนอชื่อ ชัยเกษม นิติสิริ ขึ้นมา ซึ่งมีการย้อนไปถึงสมัยเป็นอัยการสูงสุด และมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของ พิชิต ชื่นบาน ในแง่กฎหมาย จะส่อผิดจริยธรรมหรือไม่นั้น วิษณุ ระบุว่า ไม่ทราบ ไม่เคยได้ยิน ส่วนเมื่อถามย้ำว่า ตามกฎหมายจะเป็นไปตามนี้หรือไม่ วิษณุ ก็ขอไม่ตอบ แต่ระบุว่า “เรื่องของจริยธรรม มันไม่ได้เกี่ยวกับอายุความ ซึ่งของ พิชิต 15 ปีมาแล้ว และผมไม่รู้ว่า ชัยเกษม เป็นคนไม่สั่งฟ้อง พิชิต หรือไม่”
ส่วนเมื่อ เศรษฐา ไป ตนเองก็ต้องไปด้วยอัตโนมัติ ซึ่งไม่ได้มีความหมายอะไร เพราะเดิมก็ไม่ได้เงินเดือน ไม่มีค่าตอบแทนอะไร
เมื่อ เศรษฐา เป็นคนตั้ง และพ้นไป ผมก็ต้องพ้นไปด้วย อย่าว่าแต่ผมเลย เลขาธิการนายกฯ ก็พ้นด้วย รวมถึงตำแหน่งอื่น ๆ ที่นายเศรษฐาตั้ง ต้องพ้นไปทั้งหมด ทั้งนี้ วันนี้ ผมมาในฐานะเป็นผู้ชี้แจง ไม่มีตำแหน่งใด ๆ ผู้รักษาการนายกฯ ขอให้มาชี้แจงในเรื่องวิธีปฏิบัติของรัฐมนตรีในระหว่างนี้ เพราะมันไม่เหมือนกับตอนยุบสภาฯ
ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า ‘ครม.รักษาการ’ สามารถทำอะไรได้บ้าง วิษณุ ชี้แจงว่า ทำได้หมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้
ถ้าพูดกันในทางทฤษฎี ยุบสภาฯ ก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติเขาไม่ยุบหรอก จะยุบทำไม แต่ถ้าโยกย้ายหรืออนุมัติงบอย่างนั้นทำได้ทั้งหมด มันไม่เหมือนกับเวลายุบสภาฯ เพราะไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ แต่งตั้งก็ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการพ้นตำแหน่งในลักษณะแบบนี้ ทำได้หมด
เมื่อถามว่า ในส่วนของข้าราชการการเมืองจะหลุดไปหมดหรือไม่ เช่น เลขานุการรัฐมนตรี วิษณุ ชี้แจงว่า ถ้าเป็นข้าราชการการเมืองของนายกฯ ที่นายกฯ ตั้งหลุดหมด แต่ส่วนที่รัฐมนตรีตั้งยังอยู่ ยกเว้นเลขาธิการนายกฯ
ในส่วนรัฐบาลชุดใหม่ วิษณุ จะมาช่วยงานอีกหรือไม่นั้น เจ้าตัวก็บอกว่า “เขายังไม่ขอ อย่าพูดอะไรเลย” ส่วนเมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าเปิดประตูอยู่ใช่หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า “ไม่ได้เปิดหรอก ก็ปิดมาตั้งแต่ต้น เจอ เศรษฐาไปพบที่บ้าน ไปขอร้อง ซึ่งมันคงไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นอีก”
เมื่อชี้ให้เห็นว่า แต่รัฐบาลไม่ได้มีมือกฎหมาย วิษณุ ก็บอกว่า “ยังไม่รู้เลย เขาอาจจะตั้งมือกฎหมายเข้ามาก็ได้ ตอนนี้ยังไม่มีรัฐบาลเลย”
เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลไปคุยกับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า จะถือว่านายทักษิณ ครอบงำได้หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า ไม่ใช่หรอก ถือเป็นการไปพบปะ ซาวเสียงกัน (หยั่งเสียงเพื่อฟังความคิดเห็น) จะเรียกว่าครอบงำไม่ได้ เพราะเขาก็ต้องปรึกษาหารือกัน อาจจะไปเจอกันที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาก็ทำกันเอิกเกริกเปิดเผย ไม่ได้ปกปิดลึกลับอะไร
การไปพบปะกันที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ก็ไม่ได้แปลกประหลาดอะไร การที่บอกว่าครอบงำ ไม่ใช่อะไรก็ครอบงำหมด มันต้องมีการสั่งให้ทำอะไรต่ออะไรด้วย
ส่วนกรณีที่มีการมองว่า ทักษิณ มีอำนาจเหนือรัฐบาลนั้น วิษณุ ก็บอกว่า ไม่รู้ ไม่ได้ไปด้วย ไม่รู้ว่าทำอะไรกัน เมื่อถามต่อไปว่า ถ้าหาก ทักษิณ ร่วมวงหารือด้วย จะชัดเจนหรือไม่ว่าเป็นการครอบงำ วิษณุ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่
อย่างถ้านายกฯ หารือกับผม จะบอกว่าครอบงำหรือไม่ มันก็ไม่ใช่ เพราะคนที่มีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจ เขาก็ตัดสินใจเอง ซึ่งผมไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกันที่บ้านจันทร์ส่องหล้า และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีใครไปบ้าง ถามคนที่ไปเถอะ ว่าเขาครอบงำอะไรหรือไม่ ดีไม่ดีคนที่ไปเป็นคนไปเสนอด้วยซ้ำ กลายเป็นการถูกครอบงำ กรณีนี้เป็นการไปขอคำแนะนำ คำปรึกษา ไปซาวเสียง หยั่งเสียง หรือไปหารือดูว่ายุทธศาสตร์เข้าสภาฯ แล้วจะผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่คุยกันได้ และไปกันทุกพรรค ไม่มีใครครอบงำกันได้ ใครจะครอบงำ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ ใครจะครอบงำ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติได้
เดินหน้าหรือหยุด ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ไม่มีกฎหมายตายตัว โยนรัฐบาลใหม่ตัดสินใจ
เมื่อถามถึงโครงการ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ จะสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้หรือไม่นั้น วิษณุ ก็บอกว่า ไม่มีความเห็นว่าควรหรือไม่ควร เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องพิจารณาต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า โดยหลักการแล้วตามกฎหมายควรหยุดหรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า มันไม่มีหลักการ เป็นเรื่องรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็ม
จะหยุดก็ได้ จะเปลี่ยนแปลงก็ได้ จะเดินต่อก็ได้ เพราะเป็นคนละรัฐบาลกัน รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นรัฐบาลชุดที่ 63 รัฐบาลชุดใหม่เป็นชุดที่ 64 และต้องแถลงนโยบายใหม่ต่อรัฐสภา ซึ่งต้องดูว่ามีการพูดถึงเรื่องนี้หรือไม่




