วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้ความเห็นถึงประเด็นคดีพิพาท ที่กำลังตัดสินในชั้นศาลปกครองสูงสุด ระหว่างสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) กับบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) ที่จะมีการตัดสินภายในเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมระบุให้ไปถามปลัด สปน. เพราะผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะหลายหน แต่ก็ยังมีคดีอื่นๆ ค้างอยู่ มีทั้งคดีศาลปกครอง ศาลอาญา และศาลแพ่ง รวมทั้งปฏิเสธให้ความเห็นในประเด็นที่ว่า หากบริษัทไอทีวีฯ ชนะจะทำให้กลับมาเป็นสื่อฯ ได้หรือไม่ และจะกระทบกับกรณีถือหุ้นสื่อฯ ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หรือไม่
“ตนไม่ควรตอบ เรื่องนี้คุณควรคิดเองได้” วิษณุ กล่าว
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรี ยังปฏิเสธให้ความเห็นกรณีข่าว พิธา แจ้งว่าโอนหุ้นไอทีวีฯ ไปแล้ว จะมีผลกระทบอะไรหรือไม่ และการโอนหุ้นในภายหลัง ต้องดูกรอบระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใช่หรือไม่
เมื่อถามถึงประเด็นการตีความกฎหมายกรณี พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมืองฯ ไม่ได้กำหนดเรื่องการถือหุ้นสื่อของหัวหน้าพรรคการเมือง ขณะที่ข้อบังคับของพรรคก้าวไกล ไปกำหนดเรื่องคุณสมบัติของหัวหน้าพรรค ว่าต้องห้ามการถือหุ้นสื่อ ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินโดยยึดแนวทางใด วิษณุ มองว่า พ.ร.ป.ดังกล่าวไม่ได้เขียนไว้จริง ตามมาตรา 56 หัวหน้าพรรคออกใบรับรองให้แก่สมาชิก ซึ่งหัวหน้าพรรคมีลักษณะต้องห้ามอะไรเยอะ และไปอิงกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 ที่เกี่ยวกับบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาตรา 93 มี (1)-(18) ขณะที่ มาตรา 98 (3) เป็นกรณีเดียวเรื่องข้อห้ามการถือหุ้นสื่อ และมาตรา 98 (3) ไม่นำมาใช้กับหัวหน้าพรรค จึงไม่มีข้อห้ามในเรื่องการถือหุ้น
“สมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรคถือหุ้นสื่อได้ หัวหน้าพรรคซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารพรรคถือหุ้นสื่อได้ แต่ผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นสื่อไม่ได้ รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ถือหุ้นสื่อไม่ได้ ว่าที่นายกฯ ที่อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองถือหุ้นสื่อไม่ได้ ก็มีแค่นี้ ส่วนข้อบังคับพรรค ไปเขียนอะไรออกมาอีกก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องไปวินิจฉัย ตนไม่ตอบ” วิษณุ กล่าว
เมื่อถามอีกว่า พรรคก้าวไกล ไปออกข้อบังคับเข้มข้นกว่า พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ โดยยึดรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ทั้งมาตรา ถือว่าเป็นเสรีภาพ และอาจจะต้องรับผลกระทบที่ตามมาด้วยใช่หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า "ก็เป็นอย่างนั้นแหละ ที่พูดๆ มา ก็วนอยู่ตรงนี้" เมื่อถามย้ำว่า เพราะพรรคก้าวไกล ไปเขียนข้อบังคับให้เข้มข้นเองใช่หรือไม่ วิษณุ ตอบว่า "ก็ใช่"
อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้ความเห็นกรณี เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ยื่นร้อง พิธา ขาดคุณสมบัติการเป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วย
“ตนไม่ควรตอบ เรื่องนี้คุณควรคิดเองได้” วิษณุ กล่าว
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรี ยังปฏิเสธให้ความเห็นกรณีข่าว พิธา แจ้งว่าโอนหุ้นไอทีวีฯ ไปแล้ว จะมีผลกระทบอะไรหรือไม่ และการโอนหุ้นในภายหลัง ต้องดูกรอบระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใช่หรือไม่
เมื่อถามถึงประเด็นการตีความกฎหมายกรณี พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมืองฯ ไม่ได้กำหนดเรื่องการถือหุ้นสื่อของหัวหน้าพรรคการเมือง ขณะที่ข้อบังคับของพรรคก้าวไกล ไปกำหนดเรื่องคุณสมบัติของหัวหน้าพรรค ว่าต้องห้ามการถือหุ้นสื่อ ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินโดยยึดแนวทางใด วิษณุ มองว่า พ.ร.ป.ดังกล่าวไม่ได้เขียนไว้จริง ตามมาตรา 56 หัวหน้าพรรคออกใบรับรองให้แก่สมาชิก ซึ่งหัวหน้าพรรคมีลักษณะต้องห้ามอะไรเยอะ และไปอิงกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 ที่เกี่ยวกับบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาตรา 93 มี (1)-(18) ขณะที่ มาตรา 98 (3) เป็นกรณีเดียวเรื่องข้อห้ามการถือหุ้นสื่อ และมาตรา 98 (3) ไม่นำมาใช้กับหัวหน้าพรรค จึงไม่มีข้อห้ามในเรื่องการถือหุ้น
“สมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรคถือหุ้นสื่อได้ หัวหน้าพรรคซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารพรรคถือหุ้นสื่อได้ แต่ผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นสื่อไม่ได้ รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ถือหุ้นสื่อไม่ได้ ว่าที่นายกฯ ที่อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองถือหุ้นสื่อไม่ได้ ก็มีแค่นี้ ส่วนข้อบังคับพรรค ไปเขียนอะไรออกมาอีกก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องไปวินิจฉัย ตนไม่ตอบ” วิษณุ กล่าว
เมื่อถามอีกว่า พรรคก้าวไกล ไปออกข้อบังคับเข้มข้นกว่า พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ โดยยึดรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ทั้งมาตรา ถือว่าเป็นเสรีภาพ และอาจจะต้องรับผลกระทบที่ตามมาด้วยใช่หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า "ก็เป็นอย่างนั้นแหละ ที่พูดๆ มา ก็วนอยู่ตรงนี้" เมื่อถามย้ำว่า เพราะพรรคก้าวไกล ไปเขียนข้อบังคับให้เข้มข้นเองใช่หรือไม่ วิษณุ ตอบว่า "ก็ใช่"
อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้ความเห็นกรณี เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ยื่นร้อง พิธา ขาดคุณสมบัติการเป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วย




