วรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและบริหารจัดการงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่จะมีการปรับขึ้นราคาค่าไฟในช่วงต้นปีหน้า ว่า ตามที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกาศมติปรับขึ้นราคา 0.69 บาทต่อหน่วย ในเดือน ม.ค.-เม.ย.67 ถ้าเราย้อนไปดูในช่วงที่รัฐบาลเข้ามาใหม่ๆ ก็โปรโมทว่าเป็นผลงานรัฐบาล ซึ่งในขณะนั้นลดลงไป 0.46 บาทต่อหน่วย มองว่าเป็นช่วงโปรโมชั่นในตอนรัฐบาลเข้ามา เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำคือการเลื่อนการจ่ายหนี้ที่ค้าง กฟผ.ไป จึงทำให้ค่าไฟลดลงมาได้แค่ 4 เดือน
แต่ในตอนนี้ เมื่อต้นตอโครงสร้างค่าไฟที่มีปัญหา รัฐบาลยังไม่ยอมไปแก้ไข ไปแตะต้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนพลังงานต่างๆ จึงไปสู่ความเป็นจริงที่ว่า เดือน ม.ค. จะต้องกลับมาจ่ายค่าไฟแพงเหมือนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนอาจจะได้รับผลกระทบตรงนี้ กลายเป็นลดค่าไฟช่วงหน้าหนาวมาขึ้นค่าไฟช่วงหน้าร้อน
แน่นอนว่าเราไม่เห็นด้วย ในการที่รัฐบาลจะมองว่า การลดค่าไฟเป็นแค่โปรโมชั่นสั้นๆ แต่ต้นตอที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพลังงานไฟฟ้า ไม่ได้มีการแก้ไขเลยในเรื่องของนโยบายก๊าซธรรมชาติ ที่มีการพูดกันมาตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง
ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลเอง ก็หาเสียงเหมือนกันกับพรรคก้าวไกล ในการนำก๊าซธรรมชาติบริเวณอ่าวไทยที่มีราคาถูกกว่า มาเฉลี่ยเป็นต้นทุนให้กับโรงไฟฟ้า เพื่อให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนราคาถูกลงด้วย จากนโยบายในปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติในบริเวณอ่าวไทย จะถูกจัดสรรให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งหมดก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยมาจัดสรรให้กับโรงไฟฟ้า ทำให้ประชาชนต้องมาแบกรับต้นทุนก๊าซนำเข้า LNG ที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ ซึ่งมองว่านี่คือต้นตอของโครงสร้างค่าไฟที่ไม่เป็นธรรม
วรภพ ยังกล่าวถึงปัญหาอีกส่วนหนึ่งด้วยว่า โรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตมากเกินเกือบร้อยละ 60 ที่ไม่ได้เดินเครื่อง แต่รัฐบาลไม่ได้ริเริ่มแก้ไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรมส่วนนี้ จึงต้องเสียค่าความพร้อมจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเหล่านี้ ซ้ำรัฐบาลยังสานต่อการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าเพิ่ม ต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้ว ที่ซื้อพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ แม้จะอ้างว่าเป็นพลังงานหมุนเวียน แต่ศาลปกครองก็ได้มีคำสั่งทุเลาชั่วคราวออกมาแล้ว เพราะกระบวนการรับซื้อไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม อาจสร้างความเสียหายให้กับประเทศได้ แต่รัฐบาลกลับไม่มีทีท่าที่จะเปลี่ยน หรือทบทวน และเรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง
ผมได้สอบถามเพิ่มเติมไปยัง กฟผ.ว่า โครงการจัดซื้อพลังงานดังกล่าว จะเริ่มขึ้นในเดือน เม.ย.นี้ นายกรัฐมนตรีจึงมีเวลาที่จะทบทวนโครงการนี้ เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเสียค่าไฟแพงบนความร่ำรวยของเจ้าสัวบางคน ไม่ควรสานต่อสิ่งที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำมา จึงอาจเป็นเหมือนส่วนที่หัวหน้าพรรคก้าวไกลเคยพูดว่า นี่คือส่วนต่อขยายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ส่วนหากรัฐบาลเลือกใช้วิธีการยืดหนี้ กฟผ.เพื่อตรึงราคาค่าไฟ จะคุ้มค่ากับงบประมาณที่ต้องเสียไปหรือไม่นั้น วรภพ มองว่า อาจชะลอราคาค่าไฟได้ชั่วคราว แต่ก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เพราะเป็นเหมือนมาตรการระยะสั้น ที่ต้องมาลุ้นกันทุก 4 เดือน

เย้ยแนวทาง ‘แก้หนี้นอกระบบ’ ซ้ำ ‘รัฐบาลเก่า’ แนะจี้ ‘กรมสรรพากร’ ไล่บี้เจ้าหนี้-ปรับโครงสร้างเป็นธรรม
วรภพ ยังกล่าวถึงกรณีรัฐบาลประกาศจัดการปัญหาหนี้นอกระบบ ว่า เท่าที่ฟังไม่เห็นว่าต่างจากรัฐบาลเดิมเท่าไหร่ คือมีวิธีการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบวิธีเดียวกัน ดังนั้น อยู่ที่การดำเนินการที่มีการบูรณาการร่วมกัน ระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ และกระทรวงการคลัง ว่ารัฐบาลสามารถทำได้จริงตามที่พูดไว้หรือไม่
ทั้งนี้ โจทย์จริงๆ คือจะทำอย่างไรให้เจ้าหนี้นอกระบบ ยอมเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ให้มีความเป็นธรรมกับลูกหนี้ นี่เป็นสิ่งที่ต้องมีการบูรณาการกัน ซึ่งหากใช้วิธีการเดิม ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะอย่างที่รู้กัน คือเจ้าหนี้ส่วนใหญ่มีความรู้จักมักคุ้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
สะท้อนไปถึงเรื่อง ‘ตั๋วตำรวจ’ หากเรื่องตั๋วตำรวจยังไม่ได้รับการแก้ไข กลุ่มผู้มีอิทธิพล หนี้นอกระบบ ซึ่งรู้จักกับตำรวจอยู่แล้ว การที่จะให้คนที่รู้จักกันไปแก้ปัญหาก็เป็นการตั้งคำถามตัวโตๆ ได้เช่นกันว่า จะแก้ปัญหาได้จริงหรือ
อีกกลไกหนึ่งที่เราเคยเสนอแนะในการอภิปราย ในสภาฯ คือ กระทรวงการคลังที่เข้ามาบูรณาการด้วยนั้น ไม่ควรแค่ปล่อยกู้ เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบ และอีกส่วนคือ กรมสรรพากรเป็นกลไกสำคัญที่สามารถไล่บี้ ที่จะทำให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นธรรม รวมถึงสามารถไล่บี้เจ้าหนี้นอกระบบได้ เพราะคนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการหนีภาษีอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเกี่ยวกับการฟอกเงิน ที่กระทรวงยุติธรรมควรเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง




