อยู่ที่ดุลพินิจศาลฯ! ‘ยุทธพร’ มองคดี ‘อิ๊งค์’ 50:50 ออกได้สองหน้า

28 ส.ค. 2568 - 14:31

  • ‘ยุทธพร อิสรชัย’ วิเคราะห์คดี ‘นายกฯ’ ชี้ผลตัดสินมีโอกาส ‘ออกได้ทั้งสองทาง’

  • มองหากไปต่อยังเจอโจทย์ใหญ่ ‘การเมือง-เศรษฐกิจ’

อยู่ที่ดุลพินิจศาลฯ! ‘ยุทธพร’ มองคดี ‘อิ๊งค์’ 50:50 ออกได้สองหน้า

ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินสถานการณ์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีการอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วันที่ 29 สิงหาคมนี้ ว่า “50:50 สามารถออกไปได้ทุกทาง เพราะเรื่องกฎหมายมีการเขียนไว้กว้าง”

อย่างคำว่าซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ หรือคำว่าจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่นั้น ก็สามารถวินิจฉัยออกมาได้ทั้งหมด เพราะคงไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่าซื่อสัตย์สุจริตหมายถึงอะไร

ขณะเดียวกัน มาตรฐานจริยธรรมก็เป็นประเด็นที่ถูกจับขึ้นมาเหมือนกัน อยู่ที่ศาลว่าจะรับพิจารณาทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าวหรือไม่ และนายกฯ ก็ต้องผ่านพ้นทั้ง 2 ประเด็น จึงจะสามารถไปต่อได้ หากติดประเด็นใดประเด็นหนึ่งจะไปต่อไม่ได้

ดังนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายที่เขียนไว้กว้าง ความหมายแตกต่างกัน ขณะเดียวกันก็เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งต้องมีการพิสูจน์ในคำวินิจฉัยของศาลว่าจะฟังข้อเท็จจริงอย่างไร ทั้งคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรี หรือคำร้องของผู้ร้อง รวมถึงการแถลงปิดคดีของทั้งสองฝ่าย และเรื่องการไต่สวนพยาน 2 ปากสำคัญ คือตัวนายกฯ และ ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ต้องอยู่ที่ว่าศาลจะวินิจฉัยไปในทางใด

ยุทธพร กล่าวอีกว่า “หากมองในแง่ข้อกฎหมาย การวินิจฉัยให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี หรือถึงขั้นตัดสิทธิ์ทางการเมืองก็ดีนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องมีความเด็ดขาด เพราะเป็นผลที่เกิดขึ้นต่อบุคคล สำหรับข้อ 27 นั้น ไม่ได้ถือว่าเป็นมาตรฐานจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ หรือจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งต้องดูเรื่องเจตนา พฤติการณ์ และความร้ายแรงของความเสียหาย ซึ่งคำชี้แจงของนายกฯ ก็มีการอธิบายทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ เมื่อคำชี้แจงประกอบกับการไต่สวนพยาน ศาลจะรับฟังหรือไม่ อยู่ที่ดุลพินิจศาล จึงให้โอกาสเป็น 50:50 ออกได้ทั้งสองฝั่ง”

วันที่ 29 สิงหาคมไม่ว่าผลจะออกมาเป็นคุณกับนายกฯ หรือไม่ แง่ที่เป็นคุณ นายกฯ อาจจะได้ไปต่อ คือสามารถบริหารงานต่อ แต่ในแง่ความชอบธรรมทางการเมือง หรือการแก้โจทย์ต่างๆ ก็ยังมีอยู่อีกหลายอย่าง รวมถึงสัญญาณทางคดีก่อนหน้านี้ ทั้งคดี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีนายกฯ เอง และคดีชั้น 14 นอกจากสัญญาณทางคดีแล้ว แม้นายกฯ จะได้ไปต่อ ยังมีสัญญาณทางการเมืองที่จะต้องแก้อีก คือจะทำอย่างไรให้เสถียรภาพทางการเมืองกลับมา การที่เสียงปริ่มน้ำ หรือสภาฯ ล่ม และชิงปิดประชุมสภาบ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้ต้องไม่ทำให้ภาพเกิดขึ้น เพราะจะส่งกระทบความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและรัฐบาล ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ต่อไป

ยุทธพร กล่าวต่อว่า “ขณะที่มาตรา 5 และมาตรา 144 ที่อาจจะสามารถเซ็ทซีโร่ สส.ได้กว่าครึ่งสภาฯ ก็ต้องเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาต่อว่าจะส่งผลต่อการเมืองอย่างไร แม้กระทั่งการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ภายหลังหากผลเป็นคุณต่อนายกฯ ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องรอดู เพราะอาจจะปะทุกลับขึ้นมาอีกตอนไหน ส่วนสัญญาณทางเศรษฐกิจก็ต้องเร่งฟื้นฟูให้กับประชาชนในระยะสั้น ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่รอ หรือหากผลวินิจฉัยเป็นไปในเชิงลบ นายกฯ ไปต่อไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้ว จะไปต่อได้หรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลเช่นเดียวกัน”

ถึงจะมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ได้ นายกฯ คนใหม่ก็ต้องเผชิญโจทย์การเมืองและเศรษฐกิจ ดังที่กล่าวไปด้วยเช่นเดียวกัน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์