จาก ‘เจ้าฟ้านักกฎหมาย’ สู่ ‘พลเอกหญิง’ บทบาทความมั่นคงของพระองค์ภา ผู้เชื่อมกฎหมาย การทูต และการป้องกันประเทศ

17 มิ.ย. 2569 - 07:30

  • พระองค์ภาฯ ทรงเป็นหนึ่งในสตรีไม่กี่คนที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในโครงสร้างด้านความมั่นคงของไทย มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สะท้อนบทบาทด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น

  • ทรงสนพระทัยการฝึกสุนัขใช้งานและสุนัขทหาร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในภารกิจรักษาความปลอดภัย การค้นหา และการกู้ภัย

จาก ‘เจ้าฟ้านักกฎหมาย’ สู่ ‘พลเอกหญิง’ บทบาทความมั่นคงของพระองค์ภา ผู้เชื่อมกฎหมาย การทูต และการป้องกันประเทศ

เมื่อเอ่ยถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ภาพจำของคนไทยจำนวนมากคือ ‘เจ้าฟ้านักกฎหมาย’ ผู้ทรงอุทิศพระองค์ให้กับงานยุติธรรม การคุ้มครองสิทธิสตรี และการพัฒนาระบบราชทัณฑ์ไทยจนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

อีกบทบาทหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงน้อยกว่า แต่มีความสำคัญต่อภารกิจของรัฐอย่างยิ่ง คือบทบาทด้าน “การทหารและความมั่นคง” ซึ่งพระองค์ทรงเข้ามาปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างจริงจังในช่วงหลายปีก่อนทรงพระประชวร

สิ่งที่น่าสนใจคือ เส้นทางดังกล่าวไม่ได้เริ่มต้นจากโรงเรียนนายร้อยหรือสายงานทหารโดยตรง หากแต่เริ่มต้นจากห้องเรียนกฎหมาย ห้องประชุมสหประชาชาติ และสนามการทูตระหว่างประเทศ ก่อนจะหลอมรวมเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากในบุคคลคนหนึ่ง

Princess-Bajrakitiyabha-a-legal-scholar-rose-to-become-a-female-general-SPACEBAR-Photo01.png
Princess-Bajrakitiyabha-a-legal-scholar-rose-to-become-a-female-general-SPACEBAR-Photo02-1.png

‘ความมั่นคง’ ในมิติที่กว้างกว่า ‘กองทัพ’

พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนทรงศึกษาต่อจนได้รับปริญญา Master of Laws (LL.M.) และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา จากนั้นทรงปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานอัยการสูงสุด และทรงรับราชการด้านการทูตในตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย พร้อมดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา โดยมีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐสโลวักและสาธารณรัฐสโลวีเนียด้วย

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้พระองค์ทรงมีความเข้าใจทั้งด้านกฎหมายระหว่างประเทศ การเจรจาทางการทูต และกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับพหุภาคี

ในยุคที่แนวคิดด้านความมั่นคงเปลี่ยนแปลงจากการป้องกันภัยทางทหารเพียงอย่างเดียว ไปสู่การรับมือภัยคุกคามข้ามชาติ อาชญากรรมระหว่างประเทศ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ประสบการณ์ของพระองค์จึงมีความเชื่อมโยงกับงานความมั่นคงอย่างลึกซึ้ง

Princess-Bajrakitiyabha-a-legal-scholar-rose-to-become-a-female-general-SPACEBAR-Photo03.png

จุดเปลี่ยนสู่เส้นทางทหารเต็มตัว

ปี 2564 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ทรงโอนจากสำนักงานอัยการสูงสุดมาปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ พร้อมได้รับพระราชทานยศ ‘พลเอกหญิง’

แม้ในสายตาของประชาชนทั่วไป พระยศดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นเพียงพระเกียรติยศ แต่ในทางโครงสร้างองค์กรทางทหาร ตำแหน่ง ‘เสนาธิการ’ คือกลไกสำคัญในการบริหาร การวางแผน การอำนวยการ และการประสานงานระหว่างหน่วยต่าง ๆ

กล่าวได้ว่า เป็นตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนภารกิจขององค์กร มากกว่าการเป็นตำแหน่งเชิงพิธีการ

หนึ่งใน ‘นายทหารหญิง’ ระดับสูงของไทย

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงในสายงานความมั่นคงของพระองค์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสตรีในกองทัพไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

ตลอดประวัติศาสตร์กองทัพไทย ผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งในระดับยุทธศาสตร์และการบริหารระดับสูงยังมีจำนวนไม่มากนัก โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านความมั่นคงโดยตรง

ต่อมาในปี 2568 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งระดับบริหารสูงสุดของหน่วยงาน และสะท้อนถึงพระราชภารกิจที่ขยายตัวในมิติความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง

Princess-Bajrakitiyabha-a-legal-scholar-rose-to-become-a-female-general-SPACEBAR-Photo05.png

ความมั่นคงไม่ได้มีเพียงกำลังพล

อีกด้านหนึ่งที่สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ด้านความมั่นคง คือพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับสุนัขใช้งานและสุนัขทหาร

พระองค์ทรงสนพระทัยการฝึกสุนัขอย่างจริงจัง และทรงมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุนัขปฏิบัติการ ซึ่งเป็นกำลังสนับสนุนสำคัญในภารกิจทางทหาร การตรวจค้นวัตถุระเบิด การค้นหาและกู้ภัย ตลอดจนการรักษาความปลอดภัย

วันที่ 14 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ทรงหมดพระสติและเข้ารับการรักษาพระองค์นั้น พระองค์กำลังทรงปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับการแข่งขันสุนัขใช้งาน Thailand Working Dog Championship ที่จังหวัดนครราชสีมา สะท้อนถึงพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับงานสนับสนุนด้านความมั่นคงโดยตรง

มรดกทางความคิดที่เชื่อม ‘นิติรัฐ’ กับ ‘ความมั่นคง’

หากมองย้อนกลับไปตลอดพระราชกรณียกิจ จะพบว่าพระองค์ทรงดำเนินงานอยู่บนเส้นทางที่เชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง

พระองค์ทรงเป็นประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาแห่งสหประชาชาติ (CCPCJ) และมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) ซึ่งได้รับการรับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 2553 ถือเป็นผลงานระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงงานด้านกฎหมาย ความยุติธรรม และความมั่นคงของมนุษย์เข้าด้วยกันอย่างเด่นชัด 

Princess-Bajrakitiyabha-a-legal-scholar-rose-to-become-a-female-general-SPACEBAR-Photo06.png

จากนักกฎหมายที่ผลักดันสิทธิของผู้ต้องขังหญิงบนเวทีโลก สู่การทำงานด้านการทูตระหว่างประเทศ และต่อยอดสู่ภารกิจด้านความมั่นคงระดับสูงของประเทศ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ‘ความมั่นคง’ มิได้หมายถึงการป้องกันประเทศด้วยกำลังอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงหลักนิติธรรม ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งล้วนเป็นรากฐานของสังคมที่มั่นคง

ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย อาจมีบุคคลไม่มากนักที่มีประสบการณ์ครอบคลุมทั้งสามมิติ คือ กฎหมาย การทูต และการทหาร เช่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

และนั่นทำให้บทบาท ‘พลเอกหญิงเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพระยศหรือเครื่องแบบ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของการบูรณาการองค์ความรู้หลากหลายแขนง เพื่อรับใช้ประเทศชาติในมิติที่ลึกซึ้งและกว้างไกลกว่าที่หลายคนเคยรับรู้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์