เมื่อเอ่ยถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ภาพจำของคนไทยจำนวนมากคือ ‘เจ้าฟ้านักกฎหมาย’ ผู้ทรงอุทิศพระองค์ให้กับงานยุติธรรม การคุ้มครองสิทธิสตรี และการพัฒนาระบบราชทัณฑ์ไทยจนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
อีกบทบาทหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงน้อยกว่า แต่มีความสำคัญต่อภารกิจของรัฐอย่างยิ่ง คือบทบาทด้าน “การทหารและความมั่นคง” ซึ่งพระองค์ทรงเข้ามาปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างจริงจังในช่วงหลายปีก่อนทรงพระประชวร
สิ่งที่น่าสนใจคือ เส้นทางดังกล่าวไม่ได้เริ่มต้นจากโรงเรียนนายร้อยหรือสายงานทหารโดยตรง หากแต่เริ่มต้นจากห้องเรียนกฎหมาย ห้องประชุมสหประชาชาติ และสนามการทูตระหว่างประเทศ ก่อนจะหลอมรวมเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากในบุคคลคนหนึ่ง


‘ความมั่นคง’ ในมิติที่กว้างกว่า ‘กองทัพ’
พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนทรงศึกษาต่อจนได้รับปริญญา Master of Laws (LL.M.) และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา จากนั้นทรงปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานอัยการสูงสุด และทรงรับราชการด้านการทูตในตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย พร้อมดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา โดยมีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐสโลวักและสาธารณรัฐสโลวีเนียด้วย
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้พระองค์ทรงมีความเข้าใจทั้งด้านกฎหมายระหว่างประเทศ การเจรจาทางการทูต และกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับพหุภาคี
ในยุคที่แนวคิดด้านความมั่นคงเปลี่ยนแปลงจากการป้องกันภัยทางทหารเพียงอย่างเดียว ไปสู่การรับมือภัยคุกคามข้ามชาติ อาชญากรรมระหว่างประเทศ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ประสบการณ์ของพระองค์จึงมีความเชื่อมโยงกับงานความมั่นคงอย่างลึกซึ้ง

จุดเปลี่ยนสู่เส้นทางทหารเต็มตัว
ปี 2564 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ทรงโอนจากสำนักงานอัยการสูงสุดมาปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ พร้อมได้รับพระราชทานยศ ‘พลเอกหญิง’
แม้ในสายตาของประชาชนทั่วไป พระยศดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นเพียงพระเกียรติยศ แต่ในทางโครงสร้างองค์กรทางทหาร ตำแหน่ง ‘เสนาธิการ’ คือกลไกสำคัญในการบริหาร การวางแผน การอำนวยการ และการประสานงานระหว่างหน่วยต่าง ๆ
กล่าวได้ว่า เป็นตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนภารกิจขององค์กร มากกว่าการเป็นตำแหน่งเชิงพิธีการ
หนึ่งใน ‘นายทหารหญิง’ ระดับสูงของไทย
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงในสายงานความมั่นคงของพระองค์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสตรีในกองทัพไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ตลอดประวัติศาสตร์กองทัพไทย ผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งในระดับยุทธศาสตร์และการบริหารระดับสูงยังมีจำนวนไม่มากนัก โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านความมั่นคงโดยตรง
ต่อมาในปี 2568 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งระดับบริหารสูงสุดของหน่วยงาน และสะท้อนถึงพระราชภารกิจที่ขยายตัวในมิติความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง

ความมั่นคงไม่ได้มีเพียงกำลังพล
อีกด้านหนึ่งที่สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ด้านความมั่นคง คือพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับสุนัขใช้งานและสุนัขทหาร
พระองค์ทรงสนพระทัยการฝึกสุนัขอย่างจริงจัง และทรงมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุนัขปฏิบัติการ ซึ่งเป็นกำลังสนับสนุนสำคัญในภารกิจทางทหาร การตรวจค้นวัตถุระเบิด การค้นหาและกู้ภัย ตลอดจนการรักษาความปลอดภัย
วันที่ 14 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ทรงหมดพระสติและเข้ารับการรักษาพระองค์นั้น พระองค์กำลังทรงปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับการแข่งขันสุนัขใช้งาน Thailand Working Dog Championship ที่จังหวัดนครราชสีมา สะท้อนถึงพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับงานสนับสนุนด้านความมั่นคงโดยตรง
มรดกทางความคิดที่เชื่อม ‘นิติรัฐ’ กับ ‘ความมั่นคง’
หากมองย้อนกลับไปตลอดพระราชกรณียกิจ จะพบว่าพระองค์ทรงดำเนินงานอยู่บนเส้นทางที่เชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง
พระองค์ทรงเป็นประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาแห่งสหประชาชาติ (CCPCJ) และมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) ซึ่งได้รับการรับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 2553 ถือเป็นผลงานระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงงานด้านกฎหมาย ความยุติธรรม และความมั่นคงของมนุษย์เข้าด้วยกันอย่างเด่นชัด

จากนักกฎหมายที่ผลักดันสิทธิของผู้ต้องขังหญิงบนเวทีโลก สู่การทำงานด้านการทูตระหว่างประเทศ และต่อยอดสู่ภารกิจด้านความมั่นคงระดับสูงของประเทศ
สิ่งเหล่านี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ‘ความมั่นคง’ มิได้หมายถึงการป้องกันประเทศด้วยกำลังอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงหลักนิติธรรม ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งล้วนเป็นรากฐานของสังคมที่มั่นคง
ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย อาจมีบุคคลไม่มากนักที่มีประสบการณ์ครอบคลุมทั้งสามมิติ คือ กฎหมาย การทูต และการทหาร เช่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
และนั่นทำให้บทบาท ‘พลเอกหญิงเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพระยศหรือเครื่องแบบ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของการบูรณาการองค์ความรู้หลากหลายแขนง เพื่อรับใช้ประเทศชาติในมิติที่ลึกซึ้งและกว้างไกลกว่าที่หลายคนเคยรับรู้



