‘พัชรสุธาคชานุรักษ์’ พระมหากรุณาธิคุณสู่การแก้ปัญหาคน-ช้างป่าอย่างยั่งยืน พลิกวิกฤตผืนป่าตะวันออกสู่ดุลยภาพแห่งการอยู่ร่วมกัน
เมื่อช้างป่ากับคนต้องเผชิญหน้ากัน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่านับเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันกว่า 1.2 ล้านไร่ และเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของช้างป่าจำนวนมาก

การขยายตัวของชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติของช้างลดลง ขณะที่ประชากรช้างป่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดเหตุช้างออกนอกพื้นที่ป่า เข้าทำลายพืชผลทางการเกษตร บ้านเรือน และทรัพย์สินของประชาชนอยู่บ่อยครั้ง
ข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า พื้นที่ป่าตะวันออกถือเป็นหนึ่งในพื้นที่วิกฤตด้านความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ามากที่สุดของประเทศ และเป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

“พัชรสุธาคชานุรักษ์” พระราชดำริแห่งการอยู่ร่วมกัน
เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อ “พัชรสุธาคชานุรักษ์” ซึ่งมีความหมายถึง “การดูแลรักษาช้างและผืนแผ่นดินให้มั่นคงแข็งแรงดุจเพชร” สะท้อนแนวพระราชดำริในการดูแลทั้งทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กัน

โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ได้รับการขับเคลื่อนภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งทรงรับเป็นองค์ประธานที่ปรึกษาโครงการ โดยมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการ
หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการผลักดันช้างกลับเข้าป่า แต่เป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างการอนุรักษ์สัตว์ป่ากับการดำรงชีวิตของประชาชน

โมเดล 3 พื้นที่จัดการ สร้างสมดุลคน-ช้าง-ป่า
แนวทางสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในพื้นที่ป่ารอยต่อภาคตะวันออก คือ การบริหารจัดการพื้นที่แบบบูรณาการ 3 ระดับ
1. พื้นที่ป่าอนุรักษ์ หรือ “พื้นที่ชั้นใน”
มุ่งฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศภายในป่า ด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำ สร้างโป่งเทียม ปลูกพืชอาหารสัตว์ และพัฒนาทุ่งหญ้าสำหรับช้างป่า เพื่อลดแรงจูงใจในการออกจากป่ามาหาอาหารในพื้นที่ชุมชน
2. พื้นที่แนวกันชน หรือ “พื้นที่ชั้นกลาง”
เป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างป่ากับชุมชน มีการส่งเสริมการปลูกพืชที่ช้างไม่ชอบ เช่น พืชสมุนไพรหรือพืชกลิ่นฉุน รวมถึงการประยุกต์ใช้ “รั้วรังผึ้ง” ซึ่งเป็นนวัตกรรมธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ เนื่องจากช้างมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงฝูงผึ้ง ช่วยลดการบุกรุกพื้นที่เกษตรได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์
3. พื้นที่ชุมชน หรือ “พื้นที่ชั้นนอก”
เน้นการสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน ผ่านระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนช้างป่าล่วงหน้า การจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวัง รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่าอย่างเป็นรูปธรรม

จากการอนุรักษ์ สู่การสร้างรายได้ให้ชุมชน
อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ คือ การเชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
ภายใต้แนวคิด “ร้อยหัตถศิลป์ รักษ์คชสาร” ได้มีการส่งเสริมให้ชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างรายได้เสริมและลดการพึ่งพาพื้นที่เกษตรที่เสี่ยงต่อความเสียหายจากช้างป่า

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ได้แก่
* ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติจากวัสดุในท้องถิ่น
* งานจักสานไม้ไผ่และหัตถกรรมพื้นบ้าน
* ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพืชสมุนไพร
* น้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์จากรั้วรังผึ้ง
* สินค้า OTOP ที่ต่อยอดจากทรัพยากรในชุมชน

แนวทางดังกล่าวไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังช่วยให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าในฐานะ “ทุนทางธรรมชาติ” ที่สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
“กำลังใจ” สร้างอาชีพ สร้างโอกาสคืนสู่สังคม
นอกจากการพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าแล้ว ยังมีการต่อยอดสู่โครงการ “กำลังใจ” ซึ่งส่งเสริมการฝึกอาชีพและงานหัตถศิลป์ให้แก่ผู้ต้องขังหญิงทั่วประเทศ
การฝึกทอผ้า งานฝีมือ และศิลปหัตถกรรมไทย ไม่เพียงช่วยสร้างรายได้ แต่ยังเป็นการพัฒนาทักษะอาชีพ เสริมสร้างคุณค่าในตนเอง และเปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ต้นแบบการพัฒนาที่สมดุลระหว่างคนและธรรมชาติ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ได้รับการยอมรับในฐานะต้นแบบของการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าอย่างเป็นระบบ เพราะไม่ได้มองเพียงมิติการอนุรักษ์ แต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต การสร้างอาชีพ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
จากปัญหาช้างป่าที่เคยเป็นวิกฤตของผืนป่าตะวันออก วันนี้แนวพระราชดำริได้กลายเป็นต้นแบบของการสร้างดุลยภาพระหว่าง “คน ป่า และช้าง” ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
พระมหากรุณาธิคุณดังกล่าวไม่เพียงช่วยอนุรักษ์ช้างป่าและผืนป่าของชาติ หากยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาชีพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน อันเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของการพัฒนาที่ยึดประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง ภายใต้ร่มพระบารมีที่มุ่งสืบสาน รักษา และต่อยอดความสมดุลของแผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน







