ตลอดพระชนมชีพของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สังคมไทยมักจดจำพระองค์ในฐานะ ‘เจ้าฟ้านักกฎหมาย’ ผู้ทรงอุทิศพระองค์ให้กับงานยุติธรรม สิทธิสตรี และการพัฒนาสังคม
แต่เบื้องหลังพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจอันหลากหลายนั้น ยังมีอีกเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ “พระพงศาวลี” อันเชื่อมโยงพระองค์เข้ากับราชสกุลสำคัญของไทยถึง 8 ราชสกุล 2 ราชินิกุล และสายสกุลขุนนางชั้นสูงที่มีบทบาทต่อบ้านเมืองต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ศตวรรษ นับเป็นพระพงศาวลีที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของสยามตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นจนถึงประเทศไทยยุคปัจจุบัน

จุดบรรจบของสายพระราชวงศ์หลายรัชกาล
พระองค์ทรงสืบเชื้อสายทั้งทางพระบรมชนกนาถและพระราชมารดา ย้อนกลับไปถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โดยทรงมีสายพระโลหิตเชื่อมโยงราชสกุลสำคัญตั้งแต่รัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 5 ประกอบด้วย ราชสกุลสนิทวงศ์ ศิริวงศ์ ลดาวัลย์ เทวกุล ภาณุพันธุ์ มหิดล กิติยากร และยุคล
ราชสกุลเหล่านี้มิได้เป็นเพียงสายสกุลในราชสำนัก หากแต่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศในแต่ละยุคสมัย และบางสายเป็นผู้วางรากฐานการแพทย์ไทยสมัยใหม่ บางสายเป็นผู้วางระบบการต่างประเทศ บางสายเป็นกำลังสำคัญด้านการทหารและการปกครอง กล่าวได้ว่า พระองค์ทรงเป็นดั่ง “จุดเชื่อมโยง” ของบุคคลสำคัญหลายยุคหลายสมัยในประวัติศาสตร์ไทย
สายเลือดนักการทูต จากราชสกุล ‘เทวกุล’
หนึ่งในราชสกุลสำคัญที่ปรากฏในพระพงศาวลี คือ “ราชสกุลเทวกุล” ต้นสายมาจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งการทูตไทย”
พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศยาวนานกว่า 38 ปี และมีบทบาทสำคัญในการรักษาเอกราชของสยามท่ามกลางแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตกในปลายศตวรรษที่ 19
น่าสนใจว่า ในเวลาต่อมา เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการทูตเช่นกัน โดยทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำออสเตรีย และผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การระหว่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา

สายเลือดนักพัฒนา จากราชสกุล ‘มหิดล
อีกหนึ่งราชสกุลสำคัญคือ ’ราชสกุลมหิดล‘ สายสกุลที่สืบมาจาก สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย”
ราชสกุลมหิดล ถือเป็นสายสกุลที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข และการพัฒนาประเทศในยุคใหม่
ซึ่งสะท้อนผ่านพระราชกรณียกิจของพระองค์ภา ที่ทรงทำงานด้านสังคม การศึกษา สิทธิมนุษยชน และกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

สายเลือดนักบริหารและนักปกครอง จากราชสกุล ‘กิติยากร’
ทางพระราชมารดา พระองค์ทรงสืบเชื้อสายราชสกุลกิติยากร ราชสกุลที่มีต้นสายจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ราชสกุลกิติยากรมีบทบาทโดดเด่นทั้งในราชการพลเรือน การพัฒนาประเทศ และงานด้านสาธารณประโยชน์มาอย่างยาวนาน

เชื่อมสายราชินิกุลแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
นอกจากราชสกุลทั้ง 8 สายแล้ว พระองค์ยังทรงสืบสายราชินิกุลสำคัญถึง 2 สาย ได้แก่ ราชินิกุล ณ บางช้าง ซึ่งสืบมาจากสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี พระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 1 และราชินิกุลสุจริตกุล ซึ่งสืบมาจากสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา พระราชชายาในรัชกาลที่ 5 ทั้งสองสายถือเป็นรากฐานสำคัญของราชสกุลจำนวนมากในพระบรมราชจักรีวงศ์
‘สายบุนนาค’ ขุนนางผู้ร่วมสร้างรัฐสมัยใหม่
อีกมิติหนึ่งที่น้อยคนจะทราบ คือ พระองค์ทรงสืบสายจาก “สกุลบุนนาค” ตระกูลขุนนางที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดตระกูลหนึ่งในประวัติศาสตร์สยาม
ในช่วงรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 5 สมาชิกตระกูลบุนนาคหลายท่านดำรงตำแหน่งสมุหนายก เสนาบดี และผู้บริหารบ้านเมืองระดับสูง มีบทบาทสำคัญต่อการปฏิรูประบบราชการและการบริหารประเทศในยุคเปลี่ยนผ่านสู่รัฐสมัยใหม่

พระพงศาวลีที่สะท้อนประวัติศาสตร์ชาติไทย
หากมองพระพงศาวลีของเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ในมิติที่กว้างกว่าเรื่องสายสกุล จะพบว่านี่ไม่ใช่เพียงแผนผังเครือญาติของราชวงศ์ แต่เป็นเสมือนภาพย่อของประวัติศาสตร์ไทยตลอดกว่า 200 ปี จากนักการทูตผู้รักษาเอกราชของชาติ สู่ผู้วางรากฐานการแพทย์ไทย จากขุนนางผู้สร้างระบบราชการสมัยใหม่ สู่ราชสกุลที่มีบทบาทด้านการพัฒนาและสาธารณประโยชน์
สายพระโลหิตทั้งหมดเหล่านี้ได้หลอมรวมอยู่ในพระองค์เดียว และอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พระราชกรณียกิจของพระองค์ภา ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การต่างประเทศ การทหาร การศึกษา และการพัฒนาสังคม จนกลายเป็นหนึ่งในพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงงานกว้างขวางที่สุดพระองค์หนึ่งในยุคปัจจุบัน




