ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 พนิดา มงคลสวัสดิ์สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายถึงงบประมาณขององค์กรอิสระ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยระบุว่า งบประมาณขององค์กรอิสระ 3 หน่วยงานนี้ มีรวมกันกว่า 10,195 ล้านบาท เพื่อรักษาความสุจริตของระบบการเมือง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา งบประมาณเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าเพื่อภารกิจหลัก และหน่วยงานยังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ ดัชนีความเชื่อมั่นตกต่ำ แต่ไม่มีใครตรวจสอบถ่วงดุลได้
ระหว่างการอภิปราย พนิดา ได้โชว์ภาพกระดาษโพยฮั้วการเลือกตั้ง สว.พร้อมชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติว่า กระดาษโพยดังกล่าวไม่ใช่กระดาษจดบันทึกทั่วไป แต่เป็นโพยจัดตั้งที่ตีตารางเขียนหมายเลขไว้ชัดเจน และผลลงคะแนนที่ออกมาก็ตรงเป๊ะ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดแบบนี้ได้ คือถูกหวยรางวัลที่ 1 ติดต่อกัน 70 งวด ดังนั้น ประชาชนไม่เชื่อว่า กกต.จัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส และรู้เห็นความผิดปกติในการเลือกตั้ง สว. ด้วยการเดินเก็บโพยที่เป็นหลักฐานสำคัญ
พนิดา กล่าวว่า เมื่อการได้มาซึ่ง สว.ชุดปัจจุบัน มีข้อคอรหามากมาย และต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระแล้วเราจะเชื่อมั่นในความเป็นกลางและความอิสระได้อย่างไร
ทำให้ สนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า อภิปรายไม่อยู่ในประเด็นของญัตตินี้ เพราะเป็นการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ควรจะพูดว่างบประมาณเอาไปทำอะไรบ้าง ส่วนเรื่องการฮั้ว สว. กระบวนการตามกฎหมายก็ดำเนินการอยู่ จึงขอให้ผู้อภิปรายอยู่ในประเด็น ก่อนที่ เลิศศักดิ์ จะให้ พนิดา ได้อภิปรายต่อ
จากนั้น พนิดา อภิปรายถึงงบประมาณของ ป.ป.ช. โดยกล่าวว่า ป.ป.ช.ถูกครหาว่าปกป้องการทุจริต จากกรณีการไม่ชี้แจงทรัพย์สินของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งจากคดีซุกหุ้น
ทำให้ สนองลุกขึ้นประท้วงอีกครั้ง ว่าอภิปรายนอกประเด็น และมีการเอ่ยชื่อของบุคคลภายนอกชัดเจน จึงขอให้ผู้อภิปรายระมัดระวังและอยู่ในญัตติ เลิศศักดิ์ จึงได้ตักเตือนถึงการพาดพิงบุคคลภายนอก และให้ พนิดา อภิปรายเข้าสู่ประเด็น
พนิดา อภิปรายต่อว่า โดยปกติ ป.ป.ช. จะต้องมีการตรวจสอบเชิงลึก แต่ในกรณีของนาย ศ. กลับไม่มีการตรวจสอบเบื้องต้น หรือไต่สวนผู้เกี่ยวข้อง ทั้งที่ประชาชนจับตาอยู่ พร้อมเปิดภาพนาย ศ. ที่ถูกเบลอหน้า
ก่อนที่ สนอง จะลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งว่า ในสไลด์นำเสนอ ยังมีภาพบุคคลภายนอก ขอให้เอาออก เลิศศักดิ์จึงวินิจฉัยว่า ไม่อนุญาตให้นำรูปบุคคลภายนอกมาแสดงในที่ประชุม ทำให้ เอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วง เลิศศักดิ์ ว่าวินิจฉัยไม่เป็นกลาง ทั้งที่ภาพมีการเบลอแล้ว ตนเองดูก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร และผู้ประท้วงก็ไม่ได้ใช้สิทธิ์พาดพิงเสียหาย ขอให้ประธานและผู้ประท้วงอดทนฟัง
เลิศศักดิ์ ชี้แจงว่า หากเป็นภาพบุคคลภายนอกโดยหลักแล้วไม่อนุญาต แต่หากเบลอจนไม่ทราบว่าเป็นใคร ก็อนุญาต แต่หากเลี่ยงได้ก็ขอให้มีความระมัดระวังก่อนจะให้ พนิดา อภิปรายต่อ
พนิดา อภิปรายต่อว่า ป.ป.ช.ยังมีอีกหลายข้อครหา ทั้งเรื่องแหวนแม่นาฬิกายืมเพื่อน หรือเรื่องสินบนทองคำ นี่มันตลาดซื้อขายคดีชัดๆ แล้วประชาชนจะเชื่อมั่นในป.ป.ช.ได้อย่างไร
จากนั้น พนิดา อธิบายถึงงบประมาณของ สตง.ว่า หลังจากที่ตึกสำนักงานถล่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ สตง.ต้องเจอวิกฤตศรัทธา ทั้งที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ในการคัดเลือกผู้รับเหมา และการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์หรูหรา แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือมิวสิควิดีโอ 1 เพลง และหนังสือเวียนที่ออกมาปลอบใจกันเองในหน่วยงาน
พนิดา กล่าวว่า จากที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องการจะแสดงให้เห็นว่า งบบุคลากรของทั้ง 3 หน่วยงาน ซึ่งมีทั้งหมด 7,352 ล้านบาท คุ้มค่าหรือไม่ หาก กกต.สามารถทำให้ผลเลือกตั้งสะท้อนความต้องการของประชาชน ปปช.ไม่มีการละเว้นผู้มีอำนาจคนไหน และ สตง.สามารถทำให้ภาษีทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างคุ้มค่าประชาชนยินดีจ่ายค่าบุคลากร แต่ปัญหาคือ มีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม และไม่มีทางที่จะหลุดพ้นจากการเป็นจำเลยสังคมได้เลย
จากนั้น พนิดา อภิปรายถึงงบก่อสร้าง ของทั้ง 3 หน่วยงาน ที่แสดงออกชัดมากว่าอยากมีอาคารของตัวเองในทุกจังหวัด แม้ปีนี้โดนหั่นเหลือ 672 ล้านบาท แต่ตั้งงบผูกพันไปบวมปีหน้า โดยยกตัวอย่างกรณีที่ กกต. ของบประมาณ 193 ล้านบาท เพื่อใช้สร้างตึก 16 อาคาร แต่โดนสำนักงบประมาณตัดเหลือ 35 ล้านบาทเพราะเคยได้งบไปหลายปี แต่ยังหาผู้รับเหมาไม่ได้ หรืออย่างโครงการด่อสร้างที่ จ.พัทลุง ยังไม่ได้เบิกจ่ายสักบาท ปีนี้จะของบประมาณ 12 ล้านบาท ไปสร้างต่อที่จ.ปทุมธานี
ส่วน ป.ป.ช. มีงบผูกพันเดิมที่ยังทำไม่เสร็จ 19 ตึก ปีนี้ตั้งงบผูกพันมาสร้างใหม่อีก 5 ตึก ปีก่อนขอสร้างตึกอบรมบุคลากรใหม่ 12 ชั้น เรียกได้ว่าเป็น Sport complex เพราะมีสระว่ายน้ำมาตรฐาน olympic มีห้องฟิตเนส มียิม มูลค่า 777 ล้านบาท ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จ แต่ปีนี้ตั้งของบใหม่ไปปรับปรุงอาคารเดิมในบริเวณเดียวกันเพิ่มอีก 162 ล้านบาท เรียกได้ว่ารีโนเวทเซ็ทใหญ่
ส่วน สตง.ขอมา 252 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้าง 16 ตึก ทั้งที่บางโครงการสร้างเสร็จไปแล้วก็ทิ้งร้าง จนเขาเอาไปถ่ายคอนเท้นกันเป็นไวรัลที่ อ.สัตหีบ ซึ่งอาคารดังกล่าวมีมูลค่า 135 ล้านบาท ร้างมา 15 ปี วันนี้ก็ยังไม่ได้ใช้งาน แต่ก้อนที่เจ็บปวดใจที่สุด คือปัจจุบันเรายังต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินการรถไฟในเขตจตุจักร จุดที่ตึกสตง.ถล่ม ไปอีก 6 ปี มูลค่ารวมทั้งหมด 764 ล้านบาท โดยที่ประชาชน ไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้เลย ดังนั้น รัฐบาลต้องเอาคนผิดตัวจริงมารับผิดชอบ เรียกคืนความเสียหายทั้งหมดในส่วนนี้ เพราะนี่คือเงินภาษีของประชาชน
จากนั้น พนิดา อภิปรายถึงงบดำเนินงาน ถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร และควรได้รับจัดสรรอย่างเต็มที่ แต่ส่วนใหญ่เอาใช้ไปกับโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก ตัวชี้วัดเน้นจำนวนการจัดกิจกรรม เน้นจำนวนผู้เข้าร่วม ไม่เน้นผลลัพธ์การอบรม พร้อมยกตัวอย่างกรณีของ กกต. แทนที่จะจัดการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่ได้คือลูกเสืออาสา กกต. อบรมพลเมืองประชาธิปไตย ที่วัดผลลัพธ์เชิงคุณภาพไม่ได้ หรือศูนย์ศึกษาประชาธิปไตย มูลค่า 100 ล้านบาท ที่ไม่มีใครรู้จัก รวมถึงศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งตำบลอีก 7,000 ศูนย์ทั่วประเทศ แต่มีเพียงภารกิจเดินขบวนรณรงค์เลือกตั้ง หรือแอพตาสัปปะรดที่ ไม่ใช้แจ้งร้องเรียนการเลือกตั้งที่ไม่มีคนใช้
พนิดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้ง 3 องค์กรมีงบประมาณกว่าหมื่นล้านบาท แต่ 70% ใช้ไปกับเงินเดือนสวัสดิการบุคลากร 10% เน้นไปที่การสร้างตึก ซ่อมอาคาร เช่ารถเหลือเงินไว้ใช้ทำงานจริง 20% แล้วดันเอาไปใช้กับโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก และทั้งหมดนี้นำมาสู่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดนั่นคือ องค์กรอิสระทั้งหมดกำลังเผชิญกับวิกฤติศรัทธาพร้อมกัน แถลงอะไรออกมา อมพระมาพูดประชาชนก็ไม่เชื่อ ดังนั้นตนขอเสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดในการใช้งบประมาณ ให้มีดัชนีชี้วัดที่องค์กรอิสระภายนอกเป็นคนตรวจสอบ และบรรจุเป็น KPI ของทั้ง กกต. ป.ป.ช. และ สตง. รวมถึงขอให้ชะลอการสร้างอาคารต่างๆ เพื่อลดงบผูกพัน ลดกิจกรรมเปลี่ยนเป็นวัดผลลัพธ์เชิงคุณภาพ และทำข้อมูลสาธารณะ (Open Data) ให้ประชาชนสามรถตรวจสอบได้




