เอลนีโญกับราคาอาหารไทย ถอดบทเรียน 3 รอบ ก่อนรับมือครั้งใหม่
อาหารไม่ได้แพงขึ้นพร้อมกันทุกชนิด และราคาบางหมวดยังเปลี่ยนแปลงหลังเอลนีโญสิ้นสุด ข้อมูลย้อนหลังของ สนค. ชี้ไทยต้องวางแผนจากน้ำ ผลผลิต และตลาด ก่อนความเสี่ยงจะกลายเป็นภาระต้นทุน
เอลนีโญสร้างความเสี่ยงต่อผลผลิตเกษตร แต่ไม่ได้หมายความว่าอาหารทุกชนิดจะแพงขึ้นพร้อมกัน การเตรียมรับมือโดยคาดว่าราคาจะซ้ำรอยครั้งก่อน อาจทำให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาครัฐวางแผนผิด เพราะสภาพอากาศเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัจจัยกำหนดราคา
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ศึกษาอัตราเงินเฟ้ออาหาร 5 หมวด ได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ ไข่ ผักสด และผลไม้สด ในช่วงเอลนีโญปี 2558-2559 ปี 2561-2562 และปี 2566-2567 พบว่า ไม่มีรอบใดที่ทั้ง 5 หมวดมีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเป็นบวกพร้อมกัน
ในรอบปี 2561-2562 ข้าวและเนื้อสัตว์มีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 5.3% และ 6.4% ตามลำดับ ขณะที่ผลไม้สดติดลบ 1.6% ส่วนเนื้อสัตว์ที่มีอัตราเงินเฟ้อเป็นบวกในรอบดังกล่าว กลับมีค่าเฉลี่ยติดลบ 15.3% ในรอบปี 2566-2567 ขณะที่หมวดไข่เปลี่ยนจากเฉลี่ยติดลบ 3.1% ในรอบปี 2558-2559 เป็นบวก 6.4% ในรอบปี 2566-2567
ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อตามช่วงที่ศึกษา ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงราคาสะสมตลอดเหตุการณ์ และไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกรายการภายในหมวดปรับราคาเท่ากัน
บทเรียนจึงอยู่ที่การแยกปัญหาให้ชัด สินค้าบางชนิดอาจมีผลผลิตจำกัดและราคาสูงขึ้น ขณะที่อีกชนิดอาจเผชิญแรงกดดันจากปริมาณสินค้าและความต้องการซื้อ การใช้มาตรการเดียวครอบคลุมทุกสินค้าอาจไม่ตรงกับสถานการณ์
ในทางเศรษฐกิจ ราคาที่ลดลงอาจช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายผู้บริโภค แต่ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น หากมีผลผลิตขายลดลงพร้อมกับราคาที่อ่อนตัว รายได้อาจถูกกดดันทั้งสองด้าน การประเมินสถานการณ์จึงต้องดูทั้งราคาที่ครัวเรือนจ่ายและรายได้ที่ผู้ผลิตได้รับ
เอลนีโญจบ ยังวางใจเรื่องราคาไม่ได้
สนค. พบว่า ราคาบางหมวดยังเปลี่ยนแปลงต่อในช่วงหลังเอลนีโญ เช่น รอบปี 2561-2562 ข้าวมีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 5.3% ระหว่างเกิดปรากฏการณ์ ก่อนเพิ่มเป็น 9.4% ในช่วงหลัง ส่วนหมวดไข่ในรอบปี 2558-2559 เปลี่ยนจากเฉลี่ยติดลบ 3.1% เป็นบวก 8.1% ในช่วงหลังตามกรอบการศึกษา
อย่างไรก็ตาม ผลศึกษานี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าเอลนีโญเป็นสาเหตุโดยตรงของการเปลี่ยนแปลงราคา จึงต้องพิจารณาผลผลิต สต๊อก ต้นทุน และตลาดร่วมด้วย สิ่งที่ข้อมูลบอกได้คือ การติดตามไม่ควรยุติทันทีที่ปรากฏการณ์สิ้นสุด
ข้อควรระวังนี้สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปี 2566 ซึ่งระบุว่า ผลต่อผลผลิตแตกต่างกันตามชนิดพืช ฤดูเพาะปลูก พื้นที่ และเอลนีโญแต่ละรอบ การนำผลกระทบต่อผลผลิตไปสรุปเป็นผลต่อราคาโดยตรงจึงอาจคลาดเคลื่อน เพราะยังมีการใช้สินค้าทดแทนและปัจจัยตลาดเกี่ยวข้อง
ECB ยกตัวอย่างว่า การเปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชทดแทนกัน เช่น ข้าวโพดกับถั่วเหลือง ทำให้ความเปลี่ยนแปลงของสินค้าหนึ่งเชื่อมโยงไปถึงอีกสินค้าได้ การประเมินต้นทุนอาหารจึงต้องติดตามวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่จำกัดอยู่เฉพาะสินค้าปลายทางที่ผู้บริโภคซื้อ
ด้านองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ความเสียหายอาจต่อเนื่องถึงรอบเพาะปลูกถัดไป ผ่านการสูญเสียเมล็ดพันธุ์ ทรัพย์สิน หรือความอ่อนแอของปศุสัตว์ การเตรียมพร้อมจึงต้องดูไกลกว่าผลผลิตฤดูเดียว พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงน้ำ พันธุ์ที่เหมาะสม และคำแนะนำเพาะปลูกก่อนเกิดความเสียหาย
เฝ้าระวังวัตถุดิบ ก่อนต้นทุนส่งถึงอาหาร
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. เสนอให้เชื่อมข้อมูลพยากรณ์อากาศ น้ำต้นทุน พื้นที่เพาะปลูก ผลผลิต สต๊อก ต้นทุน และการค้าระหว่างประเทศ เพื่อวางแผนเป็นรายสินค้าและพื้นที่ โดยเริ่มติดตามสินค้าเกษตร 6 ชนิดตามบทบาทในห่วงโซ่การผลิตและตลาด
กลุ่มแรกคือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน ข้าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าอาหารของครัวเรือน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเชื่อมโยงต้นทุนเนื้อสัตว์และไข่ ส่วนปาล์มน้ำมันใช้ผลิตน้ำมันบริโภคและเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป
การติดตามสินค้าเหล่านี้จึงต้องดูทั้งปริมาณผลผลิต ความต้องการใช้ และสต๊อก เพื่อให้เห็นว่ามีความเสี่ยงขาดช่วงในขั้นตอนใด ก่อนแรงกดดันจะส่งต่อไปยังผู้ผลิตอาหารและผู้บริโภค ทั้งนี้ ต้นทุนวัตถุดิบที่เปลี่ยนไปไม่ได้หมายความว่าราคาขายปลีกจะปรับตามทันทีหรือในสัดส่วนเดียวกัน
อีกกลุ่มคือ มันสำปะหลัง ยางพารา และทุเรียน ซึ่งต้องติดตามความต้องการจากต่างประเทศ ผลผลิตของคู่แข่ง คุณภาพสินค้า และจังหวะส่งออกประกอบกัน แม้ยางพาราไม่ใช่อาหาร แต่รวมอยู่ในข้อเสนอเฝ้าระวังสินค้าเกษตรที่เชื่อมโยงตลาดต่างประเทศ โดยเป็นคนละขอบเขตกับอาหาร 5 หมวดที่ใช้ศึกษาย้อนหลัง
ครั้งหน้า ต้องเห็นปัญหาก่อนถึงป้ายราคา
สำหรับเกษตรกร ข้อมูลต้องช่วยตัดสินใจว่าจะปลูกเมื่อใด มีน้ำเพียงพอตลอดรอบหรือไม่ และผลผลิตจะออกสู่ตลาดพร้อมพื้นที่อื่นมากน้อยเพียงใด คำแนะนำจึงควรเฉพาะเจาะจงตามพื้นที่และช่วงเวลา มากกว่าการแจ้งเตือนภาพรวมเพียงอย่างเดียว
ส่วนโรงสี ผู้ผลิตอาหารสัตว์ และโรงงานแปรรูป ต้องวางแผนซื้อวัตถุดิบ กระจายแหล่งจัดหา และบริหารสต๊อกตามปฏิทินผลผลิต การเร่งซื้อเพราะกังวลว่าราคาจะขึ้นเหมือนครั้งก่อน อาจเพิ่มภาระเงินทุนหากสถานการณ์จริงต่างจากที่คาด ขณะที่ผู้ส่งออกต้องประเมินคำสั่งซื้อและการส่งมอบควบคู่กับผลผลิตที่จัดหาได้
สำหรับประชาชน สนค. แนะนำให้ติดตามราคาจากกรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อเปรียบเทียบและวางแผนค่าใช้จ่าย โดยไม่มีความจำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุนสินค้า
หากเอลนีโญเกิดขึ้นอีก การรับมือที่ได้ผลต้องเริ่มก่อนสินค้าเข้าสู่ตลาด ข้อมูลต้องนำไปสู่การปรับแผนเพาะปลูก จัดหาวัตถุดิบ และกระจายสินค้าได้ทันเวลา เพราะเมื่อผลผลิตเสียหายแล้ว การดูแลราคาปลายทางไม่อาจชดเชยรายได้เกษตรกรและวัตถุดิบที่สูญเสียไปได้ทั้งหมด
แหล่งอ้างอิง
• สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ข่าวเผยแพร่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569
• ECB: Risks to global food commodity prices from El Niño
• Economic Bulletin ฉบับที่ 6/2023
• FAO: El Niño




