‘ศศินันท์’ ซัด 'ประธานสภาฯ' เมิน 6 หมื่นเสียง ปัดตกร่างกฎหมายล้างมรดก 6 ตุลา

8 พ.ย. 2569 - 12:40

  • ชี้ เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพประชาชนโดยตรง จี้ ทบทวนคำวินิจฉัย-ชง สส.ทุกพรรคยื่นประกบ

Jam-Parliment-People-Party-8Nov2026-SPACEBAR-Hero.jpg

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีคำวินิจฉัยไม่รับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีประชาชนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญเกือบ 60,000 คน โดยประธานสภาฯ อ้างเหตุผลว่า เป็นเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ และกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

ศศินันท์ ขอแสดงความเห็นต่างอย่างยิ่งต่อคำวินิจฉัยดังกล่าว เพราะการกำหนดบทลงโทษทางอาญาที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ย่อมเป็นเรื่องที่ผูกพันกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรง

โดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งออกหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้เข้าไปแก้ไขเพิ่มอัตราโทษในประมวลกฎหมายอาญาถึง 12 ฐานความผิด ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการแสดงออก การสื่อสาร และการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ หมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และดูหมิ่นศาล

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเดิมตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่คำสั่งของคณะรัฐประหารฉบับที่ 41 ได้ปรับเพิ่มโทษเป็นจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี นี่จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวเลขในตัวบทกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนชะตากรรมและผลกระทบทางกฎหมายที่ประชาชนต้องเผชิญจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก

ศศินันท์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34 ได้รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ และการสื่อความหมาย เมื่อกฎหมายกำหนดโทษต่อการแสดงออก การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวย่อมเชื่อมโยงโดยตรงกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าร่างกฎหมายนี้มีบทลงโทษทางอาญาหรือไม่ แต่คือร่างกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่

หากการแก้ไขกฎหมายอาญาทุกฉบับถูกตีความว่า เป็นเรื่องอำนาจรัฐโดยตรงจนประชาชนไม่สามารถริเริ่มเสนอกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้ สิทธิการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จะยังมีความหมายอะไร และอำนาจของประธานสภาฯ ไม่ควรถูกนำมาใช้ตัดตอนเจตจำนงของประชาชนเช่นนี้

ศศินันท์ชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ที่จบไปแล้ว แต่บาดแผลจากมรดกรัฐประหาร 6 ตุลายังคงส่งผลกระทบและขังอิสรภาพของประชาชนอยู่จนถึงปัจจุบัน

โดยข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยยังมีผู้ถูกคุมขังในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองอย่างน้อย 51 คน ในจำนวนนี้เป็นคดีตามมาตรา 112 ถึง 33 คน และมีผู้ที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีถึง 23 คน ขณะที่สถิติคดีมาตรา 112 จนถึงสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ศาลมีคำพิพากษาไปแล้วไม่น้อยกว่า 228 คดี ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอัตราโทษจากคำสั่งคณะรัฐประหารเมื่อ 50 ปีก่อน ยังคงส่งผลต่อชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน

แม้ปัจจุบันจะมี พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 บังคับใช้แล้ว แต่กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับดังกล่าว กลับมีข้อยกเว้นไม่ครอบคลุมคดีมาตรา 112 แม้กระทั่งกรณีของเยาวชนที่กระทำความผิดขณะอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำให้มีประชาชนจำนวนมากยังคงตกหล่นและต้องเผชิญกับผลพวงของกฎหมายที่มาจากคำสั่งรัฐประหาร

ดิฉันเข้าใจดีว่า โทษจำคุกไม่ใช่แค่ตัวเลขในคำพิพากษา แต่หมายถึงเวลาชีวิตที่สูญหาย ความแตกสลายของครอบครัว และอนาคตที่ไม่อาจเรียกคืน ความปรองดองที่แท้จริงย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลและรัฐสภายังปล่อยให้กฎหมายจากยุคมืด ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของประชาชน โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการทบทวน

— ศศินันท์ กล่าวในฐานะทนายความที่เคยว่าความคดีเหล่านี้

ด้วยเหตุนี้ ศศินันท์มีข้อเสนอแนะ 3 ข้อ เพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว คือ

1. ประธานสภาฯ ควรทบทวนคำวินิจฉัย พร้อมทั้งเปิดเผยบันทึกเหตุผลและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายอย่างครบถ้วนและโปร่งใสต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจได้

2. สภาผู้แทนราษฎรต้องเปิดพื้นที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ โดยควรผลักดันผ่านช่องทางการเสนอร่างกฎหมายของ สส. จากทุกพรรคการเมือง เพื่อนำหลักการยกเลิกมรดกกฎหมายจากคณะรัฐประหารเข้าสู่การถกเถียงในรัฐสภาอย่างเป็นทางการ

3. รัฐบาลต้องเร่งคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ตกหล่น โดยเฉพาะผู้ที่ยังคงถูกคุมขังหรือได้รับผลกระทบจากคดีความที่มีมูลเหตุมาจากการแสดงออกทางการเมือง

“50 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา เราไม่ควรปล่อยให้มรดกจากวันนั้น ยังเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายด้วยอิสรภาพของตัวเอง และเสียงของประชาชนเกือบ 60,000 คนที่ร่วมกันลงชื่อตามรัฐธรรมนูญ ไม่ควรถูกหยุดยั้งไว้เพียงเพราะดุลพินิจและการตีความของคนเพียงคนเดียว” ศศินันท์ กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์