เป็นเวลา 23 วันแล้ว นับจากที่ ‘เสี่ยแป้ง นาโหนด’ หรือ ‘เชาวลิต ทองด้วง’ นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ก่อเหตุแหกคุก สะเดาะตรวนหลบหนีออกจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาลนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา
แม้ล่าสุดเจ้าหน้าที่จะพบเบาะแสว่า ‘เสี่ยแป้ง’ ได้หลบหนีไปกบดานอยู่กลางป่าบนเทือกเขาบรรทัด ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด คือ จ.พัทลุง จ.ตรัง และ จ.สตูล จนเกิดการยิงปะทะกับตำรวจชุดจับกุมที่นำกำลังขึ้นไปไล่ล่าจนเสียงปืนดังสนั่นป่า แต่สุดท้าย ณ เวลานี้ (ช่วงสาย ของวันที่ 14 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถควบคุมตัว ‘เสี่ยแป้ง’ ได้
เหตุใดและทำไม? การจับกุมนักโทษชายรายนี้ถึงใช้เวลานาน สเปซบาร์จะมาสรุปปัญหาและอุปสรรคที่เป็นก้างขวางคอในการจับกุมครั้งนี้กัน
— 1.ขุมพลังแห่งเส้นสาย —
คำถามสำคัญ ‘เสี่ยแป้ง’ หาอุปกรณ์มาสะเดาะตรวนได้อย่างไร? และเหตุใดเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมตัวเสี่ยแป้ง ถึงเพิ่งแจ้งตำรวจว่ามีนักโทษหลบหนี หลังเกิดเหตุ 3 ชั่วโมง ?
คำตอบเรื่องนี้ถูกเฉลย เมื่อผลการสืบสวนของตำรวจ พบว่ามีขบวนการช่วยเหลือ ‘เสี่ยแป้ง’ อยู่เบื้องหลัง โดยพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 10 คน แบ่งเป็น ลูกน้องเสี่ยแป้งกับพวก 7 คน และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 3 คน
เมื่อหลบหนีออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ‘เสี่ยแป้ง’ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากลูกน้องได้ขึ้นรถยนต์หลบหนี มุ่งหน้าลงใต้ โดยขณะนั้นตำรวจคาดการณ์ว่าเสี่ยแป้ง น่าจะไปกบดานที่ จ.พัทลุง ซึ่งเป็นบ้านเกิดและเป็นพื้นที่อิทธิพลเดิมของเสี่ยแป้ง รวมถึงกระจายกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายที่ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สตูล ด้วย
หลังจากนั้น ข่าวคราวของเสี่ยแป้งได้เงียบหายไปจากพื้นที่ข่าวอยู่พักหนึ่ง ขณะที่ตำรวจยังคงเดินเร่งไล่ล่าตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดี ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเสี่ยแป้งหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว
— 2. รอดตายเพราะ ‘หมา’ —
วันที่ 8 พ.ย. 66 ข่าวของ ‘เสี่ยแป้ง’ กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง หลังมีข่าวลือสพัด ‘เสี่ยแป้ง’ ถูกตำรวจวิสามัญ กลางป่าบนเทือกเขาบรรทัด จ.พัทลุง ระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ไล่ล่าตัว
ก่อนที่ต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน ‘พล.ต.ต. ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี’ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 จะออกมายืนยันว่า ‘เสี่ยแป้งยังไม่ตาย’ เนื่องจากเสี่ยแป้งไหวตัวทัน และเปิดฉากยิงใส่เจ้าหน้าที่ก่อนหลบหนีไปในป่า
ส่วนเหตุผลที่ทำให้ ‘เสี่ยแป้ง’ ไหวตัวทันและรอดตาย ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘เจ้าหมี’ หมาพันธุ์ไทย สีน้ำตาล-ดำ ที่อยู่กับเสี่ยแป้งในวันเกิดเหตุ ที่ส่งเสียงเห่าขณะที่ชุดจับกุมกำลังเข้าไปกระชับพื้นที่เพื่อจับเสี่ยแป้งที่กบดานอยู่ในป่าบนเขา
โดยข้อมูลจาก ‘เนชั่นทีวี’ รายงานว่า ‘เจ้าหมี’ เดิมเป็นหมาที่ชาวบ้านเลี้ยงเพื่อล่าสัตว์บนเขา แต่อยู่มาวันหนึ่งเจ้าหมีได้ออกไปล่าสัตว์กับเจ้าของ แต่เจ้าหมีไม่กลับมาที่บ้านเหมือนเคย ผ่านไป 6 เดือน เจ้าหมีกลับมาพร้อมกับข้อเท้าของขาหลังที่หายไป 1 ข้อ และกลับมาอยู่กับชาวบ้านเหมือนเดิม
เมื่อพบกับทีมของเสี่ยแป้ง คาดว่าเจ้าหมีน่าจะเดินตามไป จนกระทั้งเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น แต่หลังจากเกิดการยิงปะทะกันแล้ว เจ้าหมีได้ย้ายข้างมาอยู่กับตำรวจชุดแดนไทย 54 ซึ่งเป็นตำรวจหน่วยปฎิบัติการพิเศษ ที่ขึ้นไปปฎิบัติการในครั้งนี้แล้ว (อ่านละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์ข่าวที่แนบไว้)
— 3. ภารกิจจับเป็น - กันความลับตาย —
วันที่ 9 พ.ย. 66 ‘พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล’ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาย้ำอีกครั้งว่า ‘เสี่ยแป้ง’ ยังไม่ถูกวิสามัญ และส่วนตัวไม่มีนโยบายวิสามัญเสี่ยแป้งหรือผู้ต้องหาคนอื่นๆ ดังนั้นหากเป็นไปได้ก็อยากให้ ‘เสี่ยแป้ง’ มอบตัว พร้อมรับประกันว่าปลอดภัยแน่นอน
ขณะที่ ‘ไทยพีบีเอส’ รายงานว่า ‘พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง’ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ในระหว่างลงพื้นที่ติดตามภารกิจไล่ล่าเสี่ยแป้งว่า ต้องการจับเป็นเสี่ยแป้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าเสี่ยแป้งตาย ความลับก็จะตายตามตัว
วันที่ 13 พ.ย. 66 ‘พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล’ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ‘เสี่ยแป้ง’ ยังคงอยู่บนเทือกเขาบรรทัด และเจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างเร่งไล่ล่าตัว
— 4. กำลังพลในป่าใหญ่ —
สำหรับปฎิบัติการล่าตัว ‘เสี่ยแป้ง’ กลางป่าบนเทือกเขาบรรทัด เรียกว่าเต็มไปด้วยอุปสรรค โดยเฉพาะสภาพพื้นที่ที่เป็นป่าดิบชื้นอุดมสมบูรณ์และเป็นป่าเขาหินปูน ทำให้เขามีความลาดชัน และยังมีทั้งสัตว์ป่าและสัตว์มีพิษอีกจำนวนมาก หากไม่ชำนาญเส้นทางอาจทำให้เกิดอันตรายได้
โดยเบื้องต้นพบว่า ตำรวจชุดเดินป่ากระชับพื้นที่ถูก ‘ต่อหัวเสือ’ รุมต่อยจนได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 นาย และต้องนำเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นไปรับ เพื่อนำไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทันที นอกจากนี้พื้นที่ในป่ายังเต็มไปด้วย ‘ตัวทาก’ และ ‘ยุงป่า’ ที่ชุกชุม
ประกอบกับช่วงนี้มีฝนตกหนักลงมาทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก ทำให้เจ้าหน้าที่เดินป่าได้ลำบาก อีกทั้งเส้นทางในช่วงที่ใช้รถขับขึ้นไปได้ ค่อนข้างแคบสามารถขี่รถจักรยานยนต์ได้เพียงคันเดียว
ส่วนกำลังพลที่ร่วมปฎิบัติภารกิจครั้งนี้ จากข้อมูลจากสื่อหลายสำนักที่ลงพื้นที่ รายงานว่ามีตำรวจที่ร่วมปฎิบัติการกว่า 400 นาย เดินทางมาจากหลายพื้นที่ เพื่อสับเปลี่ยนกำลังในการเดินขึ้นเขา และเฝ้าระวังในพื้นที่บริเวณโดยรอบ โดยมีศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ อยู่บริเวณริมอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้าง ต.ตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง
นอกจากกำลังของตำรวจในพื้นที่แล้ว ยังหน่วยปฎิการพิเศษหนุมาน และหน่วยปฎิบัติการพิเศษอื่นๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ซึ่งเป็นผู้ชำนาญพื้นที่ร่วมปฎิบัติการด้วย
— บทสรุปสุดท้ายของ ‘เสี่ยแป้ง’ —
เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านอาจพอเห็นภาพว่าอะไรคืออุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้ปฎิการครั้งนี้มีความล่าช้า และอาจด้วยกำลังพลที่มีมาก จึงทำให้ ‘เสี่ยแป้ง’ ที่คาดว่าจะหลบหนีไปเพียงตัวคนเดียว หลังเกิดการยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ไปจนต้องแยกกันหนีคนละทาง มีความคล่องตัวในการหลบหนีและซ่อนตัวมากกว่า แต่แน่นอนว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง ดั้งนั้นในช่วง 6 วันที่ผ่านมา ที่อาหารการกินทุกอย่างถูกตัดขาดไป อาจทำให้กำลังของเสี่ยแป้งลดลง และอาจยอมลงจากเข้ามาหาอาหารที่หมู่บ้านก็เป็นได้
อีกทั้งภารกิจนี้ยังถูกวางโจทย์ว่าต้อง ‘จับเป็น’ ซึ่งอาจเป็นงานที่ยากกว่าการ ‘จับตาย’ แต่อย่าลืมว่าบางครั้ง ‘ธรรมชาติ’ ก็มีบทลงโทษที่น่ากลัวอยู่เหมือนกัน
สุดท้ายความเป็นไปได้ต่างๆ นับเป็นสิ่งที่ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าทำไม ‘เสี่ยแป้ง’ ถึงสามารถหลบหนีการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ได้นานขนาดนี้




