ผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ในแง่ของเศรษฐกิจและปากท้องในประเทศไทยยังคงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเศรษฐกิจของโลกรวมถึงเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่มีความแน่นอน ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ออกมาแจ้งข้อมูลให้กับประชาชนใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และเตรียมความพร้อมรับมือ ในสภาวะที่รายจ่ายและค่าของชีพเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีผลพวงมาจากการสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ

หนึ่งในข้อสำคัญที่ได้มีการแนะนำให้ประชาชนได้เตรียมรับมือและเป็นที่พูดถึงในสังคมคือการ เตรียมออมเงินในภาวะฉุกเฉิน โดยในภาวะที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน เพื่อช่วยรักษาสภาพคล่องในครัวเรือนและรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด ที่อาจจะตั้งเป้าประมาณ 3–6 เดือนของค่าใช้จ่าย หากสามารถทำได้

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวกับในทางปฏิบัติว่าประชาชนจะสามารถทำตามข้อแนะนำดังกล่าวได้หรือไม่ แม้ว่าจะเป็นข้อแนะนำที่ดี แต่การลงมือทำจริงนั้นอาจจะไม่ง่ายนัก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในตอนนี้และที่ผ่านมาในภาพรวมของประเทศไทยก็ไม่ได้ดีนัก

มาร์คผู้ประกอบการร้านขายของชำเอช็อป แสดงความคิดเห็นว่า ในเรื่องของต้นทุนสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นทางร้านเริ่มได้รับผลกระทบ สินค้าแต่ละอย่างมีต้นทุนการผลิต ออกไปซื้อของเข้าร้านก็ต้องเติมน้ำมันมากขึ้น หรือจะสั่งออนไลน์ ร้านค้าออนไลน์ก็มีต้นทุนสั่งของมากขึ้นแบบเดียวกับที่เราเจอ เมื่อสินค้าแทบทุกอย่างขึ้นราคาทางร้านก็ต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น ส่วนลูกค้ายังคงจับจ่ายใช้สอยกันตามปกติ
“สำหรับข้อกังวลใจในการประกอบธุรกิจในอนาคต ห่วงว่าหากการบริหารของภาครัฐยังเป็นแบบนี้ ยังช่วยเหลือประชาชนได้ไม่มากพอ จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ ข้าวของแพงมากขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้น ประชาชนมีรายได้เท่าเดิม จับจ่ายใช้สอยน้อยลง แน่นอนว่ารายได้ของร้านค้าจะลดลงตามเช่นกัน”
ส่วนการปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมออมเงินในภาวะฉุกเฉินนั้น มาร์ค มองว่า สามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ ส่วนตัวในฐานะที่มีความรู้พื้นฐานด้านการเงินอยู่บ้าง จึงมีการวางแผนเรื่องนี้มาตลอด สามารถปฏิบัติได้อยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่มีคำแนะนำจากภาครัฐก็ตาม
อีกส่วนคือประชาชนในพื้นที่หรือกลุ่มลูกค้าของทางร้าน ซึ่งอาจจะมีพื้นฐานการศึกษาที่ต่างกัน ปัญหาและความต้องการในชีวิตแตกต่างกัน บางคนอาจจะไม่ได้สนใจคำแนะนำเรื่องการเก็บเงินฉุกเฉิน คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว คาดหวังให้รัฐจัดการ หรือแจกเงินช่วยเหลือ
“หากถามว่าการเก็บเงินฉุกเฉินเมื่อก่อน กับฉุกเฉินในสภาวะนี้ต่างกันหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่ต่าง เพราะไม่ว่าสภาวะโลกหรือประเทศจะเป็นยังไง ต้องเก็บเงินฉุกเฉินอยู่แล้ว เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันเช่นสงครามกลางเมือง การกักตุนอาหาร การกักตุนยารักษาโรค อุบัติเหตุใหญ่ เพื่อใช้เงินฉุกเฉินไปกับสิ่งเหล่านี้ได้ทันท่วงที”
“และหลังจากนี้วิถีชีวิตต้องสู้มากกว่าเดิม ต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการทำเงินให้ได้ ปัจจุบันอาจจะทำแค่ 10 อนาคตต่อจากนี้ต้องทำ 1,000 เพราะความลำบาก ปัญหาต่างๆ มันบีบให้เราต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้เพราะปัจจัยต้นทุนชีวิตที่สูงมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด” มาร์ค กล่าว

ด้าน เบญจมาศ หน่อปา ชาวเชียงใหม่ กล่าวว่า ส่วนตัวตอนนี้เริ่มได้รับผลกระทบบางแล้ว โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นชัดเจน เช่น ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น แต่รายได้ยังไม่เพิ่มจากเดิมเท่าไหร่ ทำให้ต้องปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายมากขึ้น เลือกซื้อเฉพาะสิ่งจำเป็น ส่วนในอนาคตในการใช้ชีวิตห่วงเรื่องค่าครองชีพที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นไปอีก โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก อย่างสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าในระยะยาว ทำให้การวางแผนการเงินในอนาคตต้องระมัดระวังมากขึ้น

“ในฐานะมนุษย์เงินเดือน จากข้อแนะนำในการเก็บเงินดังกล่าวคิดว่าจะสามารถทำตามได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าสามารถทำได้บางส่วน แต่ค่อนข้างท้าทาย แต่ตั้งเป้าเริ่มจากการทยอยเก็บทีละน้อย เช่น แบ่งเก็บเป็นสัดส่วนทุกเดือน และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง ตอนนี้ก็พยายามมากขึ้นในการเก็บเงิน หากเป็นการเก็บเงินฉุกเฉินหรือเงินสำรองในสภาวะเศรษฐกิจที่ผ่าน กับปัจจุบันที่มีผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยรวมส่วนตัวอาจไม่ได้แตกต่างอย่างชัดเจนมาก”
“แต่ปัจจุบันกลับรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมากขึ้นว่าต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มไปอีก ต้องเก็บเงินสดให้มากกว่า ลดความเเสี่ยงของการลงทุนลง หลังจากนี้คงต้องรอบคอบมากยิ่งขึ้น สิ่งไหนไม่จำเป็นก็จะชะลอไว้ก่อน นอกจากนี้อาจเริ่มมองหาวิธีเพิ่มรายได้เสริมนอกจากงานประจำ เพื่อเก็บเงินฉุกเฉินไว้เพิ่มเติม” เบญจมาศ กล่าว

กษิดิศ นิยมสำรวจ ชาวเชียงใหม่ กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีเงินเก็บพอใช้ แต่ยังมองภาพระยะยาวไม่ออกว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป เพราะเงินที่ได้รับจากการทำงานก็เป็นเพียงเงินที่ใช้ได้เดือนชนเดือนมีแยกส่วนเก็บได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
“หากเป็นสถานการณ์ระยะยาว มองว่าไม่สามารถทำตามได้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เริ่มจะสูงขึ้นไปตามกลไกด้านการเงินที่หากน้ำมันขึ้น สินค้าอย่างอื่นก็ต้องขึ้นไปตามเกณฑ์ของมัน หากว่าค่าสินค้าทุกอย่างมีราคาที่สูงขึ้น แต่ฐานเงินเดือนยังคงอยู่ในระดับเดิม ก็จะมีเงินเก็บที่น้อยลงไปตามขั้นตอน ทั้งนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางก็เกิดขึ้นได้ไม่นาน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็คงต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามสถานการณ์ในอนาคต”

ขณะที่ ชายชาวเชียงใหม่อายุ 60 ปี ประกอบอาชีพรับจ้างรายวัน บอกว่า รายได้ของตนเองมาจากการรับจ้างรายวัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเป็นการปลูกพืชผักผลไม้ รายได้ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 400 บาทต่อวัน หรือขึ้นอยู่กับความยากง่ายหรือระยะเวลาในการทำงานแต่ต้องมีการตกลงกับนายจ้างล่วงหน้า แต่ก็ไม่เกิน 500 บาท อีกส่วนหนึ่งคือไม่ได้มีงานเข้ามาทุกวันและไม่มีความแน่นอนเกี่ยวกับความต่อเนื่องในการจ้างงาน

ทั้งนี้ก็มองว่าค่าแรงของจังหวัดเชียงใหม่ที่จ่ายเป็นรายวันก็คงไม่เกิน 400 ถึง 500 บาท การจะปรับขึ้นคงเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ก็สวนทางกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มสูงขึ้นและก็ห่วงว่าในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้นอีกจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศประเทศไทยเอง
"ส่วนการวางแผนทางการเงินเกี่ยวกับเงินเก็บหรือเงินสำรองสำหรับตนแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก เพราะก็ถือเป็นอาชีพที่หาเช้ากินค่ำ การจะเก็บเงินในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย สิ่งที่ที่ตนคาดหวังก็คืออยากจะให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตของประชาชนลดลง ก็จะสามารถช่วยคนรากหญ้าได้มากขึ้น หรือหากสามารถเพิ่มเงินที่ให้ผู้สูงอายุในแต่ละเดือนมากขึ้นก็จะช่วยได้อีกทางหนึ่ง"






