นักวิชาการแนะรัฐบาลเตรียมแผนรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ กระทบหนักปีนี้ “ร้อน-แล้ง” รุนแรง

30 เม.ย. 2569 - 13:46

  • นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมเตือน ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ส่งผลกระทบหนักกลางปีนี้

  • “ร้อนรุนแรง-แล้งยาวนาน” แนะรัฐบาลควรเตรียมรับมืออย่างไร

นักวิชาการแนะรัฐบาลเตรียมแผนรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ กระทบหนักปีนี้ “ร้อน-แล้ง” รุนแรง

เพจเฟซบุ๊ก ‘Sonthi Kotchawat’ ของ ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความระบุว่า “ร้อน แล้งหนักแน่ปีนี้ รัฐบาลควรรับมืออย่างไร?” โดยอ้างอิงผลการรายงานสภาพอากาศขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ที่กำลังเฝ้าระวังปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ในปี 2026

1.นักอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานระดับโลกอย่างองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของประ เทศสหรัฐอเมริกา (NOAA) กำลังเฝ้าระวังการก่อตัวของปรากฏการณ์ "Super El Niño" (ซูเปอร์เอลนีโญ) ในปี 2026 ซึ่งคาดว่าจะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุน แรงที่สุดในรอบศตวรรษอาจมีความรุน แรงที่สุดในรอบ 140 ปี

โดยคาดว่าจะเริ่มก่อตัวในช่วงกลางปี 2026และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2027 โดยมีโอกาสเกิดสูงถึง61%ในช่วงเดือน พฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2026 และอาจทำให้อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิ ฟิกสูงกว่าปกติเกิน2องศาเซลเซียสและทำให้อุณหภูมิในบรรยากาศอาจสูงขึ้นอีก 0.2 องศาเซลเซียสจากฐานเดิม

การที่มนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหา ศาลปกคลุมบรรยากาศโลกทำให้ความร้อนที่เอลนีโญปล่อยออกมาสะสมในบรรยากาศโลกได้มากขึ้นแต่ระบายออกได้ยากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกในปี2027มีโอกาสที่จะทำสถิติร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

2.ผลกระทบต่อประเทศในเอเชียและประเทศไทย

2.1.นักวิทยาศาสตร์ได้เตือนว่าปรากฏการณ์นี้อาจทำให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทำลายสถิติเดิมของปี 2024

2.2.อินเดียและเอเชียใต้ จะเผชิญกับคลื่นความร้อนที่ยาวนานและรุนแรงขึ้น โดยอุณหภูมิในบางพื้นที่ของอินเดียอาจแตะระดับ 45-50 องศาเซลเซียส

2.3.เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ในอาเซียนอาจเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงจนเกือบเกินขีดจำกัดความสามารถในการปรับตัวของร่างกายมนุษย์อุณหภูมิในบางพื้นที่ เช่น ไทย และเมียนมา อาจพุ่งสูงถึง 45-46°C

2.4.เกิดปัญหาภัยแล้งรุนแรงและยาว นาน ปริมาณฝนจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญในหลายประเทศ เช่น ไทย เวียด นาม ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ส่งผลให้ระดับน้ำในเขื่อนและแหล่งน้ำธรรมชาติวิกฤต ขณะที่ไทยและเวียดนามจะมีผลผลิตข้าวและน้ำตาลอาจลดลงอย่างมากเนื่องจากขาดแคลนน้ำ ส่วนอินโดนีเซีย อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มจะได้รับผลกระทบจากสภาวะแห้งแล้ง

3. รัฐบาลควรเตรียมตัวรับมืออย่างไรบ้าง?

3.1.การจัดการน้ำเชิงรุก จะต้องทำการรณรงค์การประหยัดน้ำและจัดลำดับความสำคัญให้การอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรกและใช้เทคโนโลยีดาวเทียมติดตามระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำแบบเรียลไทม์เพื่อวางแผนการจัดสรรน้ำอย่างแม่นยำ ,ควรส่งเสริมการบำบัดและหมุน เวียนน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ในภาคอุตสาหกรรม (โดยเฉพาะในเขต EEC ของไทย)

3.2.การปรับตัวภาคการเกษตร จะต้อง

ส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย (เช่น ถั่ว หรือพืชอายุสั้น) แทนการทำนาปรัง,ปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับพยากรณ์อากาศ และสนับสนุนการทำประกันภัยพืชผลเพื่อลดความเสี่ยงให้เกษตรกร

3.3.มาตรการด้านสาธารณสุข จะต้อง เตรียมระบบรองรับผู้ป่วยจากโรคที่มากับความร้อน (Heatstroke) และโรคทางเดินหายใจจากฝุ่นควันรวมทั้งควรจัดตั้งศูนย์คลายความร้อน (Cooling Centers) ในเขตเมืองที่มีความร้อนสูง

ดังเช่นในสิงคโปร์มีการจัดเตรียม "ศูนย์พักพิงคลายร้อน" (Cooling Centers) ไว้ทั่วเกาะ

จากข้อมูลสถิติในช่วงต้นปีและหน้าร้อนปี 2568 (ซึ่งเป็นช่วงเวลาอ้างอิงก่อนหน้าปี 2569) พบว่ามีผู้ป่วยโรค Heat Stroke (ลมแดด) จำนวน 182 ราย และมีผู้เสียชีวิต 21 ราย ส่วน ปี 2569 ยังไม่ได้สำรวจ

3.4.การควบคุมการเผาโดยเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลด ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน (Transboundary Haze) ซึ่งมักรุนแรงขึ้นในช่วงเอลนีโญเนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งเอื้อต่อการเกิดไฟป่า

Academics-advise-the-government-to-prepare-a-plan-SPACEBAR-Photo01.jpg
Academics-advise-the-government-to-prepare-a-plan-SPACEBAR-Photo02.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์