พื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มักเผชิญกับปัญหาอุทกภัยสร้างความเสียหายกว้างขวางต่อพื้นที่เศรษฐกิจในตัวเมืองของแต่ละจังหวัด ซึ่งในห้วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลายพื้นที่ก็ได้รับผลกระทบจาก พายุวิภา ที่ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วม น้ำรอระบาย ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่หลายภาคส่วนต้องทำการเร่งถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากฤดูฝนในปีนี้ยังไม่สิ้นสุด รวมถึงต้องมีการปรับแผนรับมือปัญหาดังกล่าวในปีต่อไปที่ความรุนแรงอาจจะเพิ่มมากยิ่งขึ้น
รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ อาจารย์คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยในภาคเหนือเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน เช่น ปริมาณน้ำฝนที่สูงกว่าปกติภาคเหนือมักจะได้รับผลกระทบจากพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนตัวเข้ามาจากทะเลจีนใต้และอ่าวเบงกอล ซึ่งนำมาซึ่งฝนตกหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมที่พาดผ่าน ทำให้เกิดฝนตกชุกในหลายพื้นที่

“ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและที่ลาดชัน ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของภาคเหนือเป็นภูเขาสูง ทำให้เมื่อมีฝนตกหนัก น้ำจะไหลบ่าลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มได้ง่าย การระบายน้ำที่จำกัด แม่น้ำสายหลักในภาคเหนือ เช่น แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน มีความสามารถในการระบายน้ำที่จำกัด เมื่อมีปริมาณน้ำฝนจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำพร้อมกัน จะทำให้แม่น้ำล้นตลิ่งและเกิดน้ำท่วมในพื้นที่รอบข้าง”
“การไม่มีที่กักเก็บน้ำ ที่เป็นป่าธรรมชาติ เกิดการชะล้างและไหลบ่าอย่างรวดเร็ว การสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำน้ำและการถมที่สร้างที่อยู่อาศัย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอาการ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้รูปแบบของปริมาณน้ำฝนไม่แน่นอน บางช่วงมีฝนแล้งจัด แต่บางช่วงก็มีฝนตกหนักมากผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้บ่อยขึ้น”

รศ.ดร.อภินันท์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการแก้ไขปัญหานี้ ต้องอาศัยการวางแผนและจัดการในหลายมิติ ทั้งการจัดการน้ำ การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และสาเหตุหลักของสถานการณ์อุทกภัยในภาคเหนือ ซึ่งการแก้ไขและรับมือกับอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งในเขตเศรษฐกิจและพื้นที่รอบนอก ควรมีการยกระดับและเพิ่มเติมมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อย่างการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก และแบบบูรณาการพื้นที่เศรษฐกิจและเขตเมือง ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในตัวเมือง รวมถึงการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน
สำหรับพื้นที่รอบนอกและพื้นที่เกษตรกรรม ควรเน้นการ จัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ โดยการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การสร้างฝายชะลอน้ำ และการขุดลอกคูคลองให้มีความลึกและกว้างเพียงพอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับและระบายน้ำ การขุดหลุมเพื่อกักเก็บน้ำให้พอเพียงกับการใช้ตลอดทั้งปีด้วยตัวเอง
“ท้องถิ่น ต้องมีการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเชิงพื้นที่ ระบบการแจ้งเตือนภัย ยกระดับระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้าให้มีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยสามารถเตรียมพร้อมอพยพได้ทันท่วงที”
ทั้งนี้ ต้องมีการจัดทำแผนที่น้ำท่วม จัดทำแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงภัยอุทกภัยอย่างละเอียดในระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนการใช้ที่ดินและการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในอนาคต พร้อมกับการเตรียมความพร้อมของชุมชนและหน่วยงานการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ หน่วยงานภาครัฐในทุกระดับควรมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและจัดตั้งศูนย์ประสานงานส่วนหน้า เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
อีกสิ่งที่สำคัญคือการสื่อสารและให้ความรู้ สร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ถึงวิธีปฏิบัติตนเมื่อเกิดอุทกภัย การเตรียมความพร้อมเบื้องต้น รวมถึงการดูแลสุขภาพและสุขอนามัยหลังน้ำลด เพื่อลดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน และการสร้างกลุ่มเพื่อสามารถดูแลตัวเองได้

“แม้น้ำท่วมภาคเหนือจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล แต่ความรุนแรงและความถี่ที่เพิ่มขึ้น ที่เป็นผลมาจากการผสมผสานระหว่างปัจจัยทางธรรมชาติและปัจจัยที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยเฉพาะการทำลายป่าและผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้ความเสียหายจากอุทกภัยรุนแรงกว่าในอดีตมา การตัดไม้ทำลายป่า การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดบนภูเขา ส่งผลให้พื้นที่ป่าต้นน้ำลดลงอย่างมาก เมื่อไม่มีต้นไม้คอยดูดซับน้ำในดิน น้ำฝนจึงไหลบ่าลงมาอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มที่รุนแรงกว่าในอดีต”
“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อนทำให้สภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น เกิดปรากฏการณ์ฝนตกหนักผิดปกติในบางช่วงเวลา และฝนตกหนักกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปริมาณน้ำมีมากเกินกว่าที่ระบบระบายน้ำจะรองรับได้ การขยายตัวของเมือง การก่อสร้างในพื้นที่ราบลุ่มและริมแม่น้ำมากขึ้น ทำให้ทางน้ำเดิมถูกปิดกั้นหรือมีพื้นที่รับน้ำลดลง ส่งผลให้การระบายน้ำเป็นไปได้ยากและเกิดน้ำท่วมขังในเขตเมืองนานขึ้น” รศ.ดร.อภินันท์ กล่าว

ด้าน รศ.ชูโชค อายุพงศ์ ผอ.ศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) มองว่า การแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องแก้ไขหลายจุดหากต้องการป้องกันหรือลดความรุนแรงจากน้ำท่วม
“แต่ปัญหาคือการจะทำโครงการใหญ่ๆ หรือพื้นที่รองรับน้ำแก้มลิงขนาดใหญ่อย่างในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างเป็นสิ่งที่ทำที่ยากในปัจจุบัน ทั้งเรื่องของการเวนคืนที่ดิน การสำรวจความเดือดร้อนว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ หรือหากจะขยับขึ้นมาทำในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากลักษณะภูมิศาสตร์ไม่เหมาะสม”
“รวมถึงหากจะมีการทำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพิ่มก็ต้องมีการใช้พื้นที่ป่าซึ่งจุดนี้ก็ต้องมีการพูดคุยกันหลายฝ่าย เพราะหากทำแก้มลิงหรืออ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก จะไม่คุ้มค่ากับเป้าหมายที่ต้องการกักเก็บน้ำหากจะทำต้องเป็นขนาดใหญ่เท่านั้น”

รศ.ชูโชค กล่าวต่อว่า แนวทางในการที่จะลดปัญหาน้ำท่วมได้ และมีแนวโน้มเป็นไปได้ก็คือการทำให้หน้าตัดของแม่น้ำใหญ่หรือกว้างขึ้น จุดที่มีการลุกไปในลำน้ำที่เป็นฝีมือของมนุษย์ควรจะต้องมีการนำกลับไปเป็นพื้นที่ของแม่น้ำ ซึ่งหากสามารถเพิ่มศักยภาพในการไหลของน้ำในแม่น้ำได้ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งในการลดปัญหาน้ำท่วมและสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบดีขึ้น
รศ.ชูโชค กล่าวอีกว่า การขุดลอกแก้ไขสิ่งกีดขวางและพื้นที่รุกลำในแม่น้ำปิงของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นโครงการที่สามารถช่วยลดปัญหาอุทกภัยได้ หากเสร็จสิ้นในระยะโครงการแรกนี้จะเห็นภาพที่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสามารถลดความเสียหายได้ แต่ก็ยังคงต้องมีการวางแผนที่จะดำเนินโครงการในระยะต่อไป
รวมถึงการทำแผนที่น้ำท่วมที่ละเอียดและชัดเจน ซึ่งก็จะเป็นการแจ้งเตือนประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปอ้างอิงในการวางแผนบริหารจัดการรับมือน้ำท่วมได้ ซึ่งจุดนี้ในหลายจังหวัดในภาคเหนือยังไม่มีหรือยังไม่ดีพอ ดังนั้นควรจะมีการทำในลักษณะเดียวกันกับจังหวัดเชียงใหม่เพื่อลดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน






