เกาะติดปม ‘แคดเมียม-ไฟไหม้โรงงาน’

15 พ.ค. 2567 - 10:58

  • ‘กมธ.อุตสาหกรรม’ ประชุมติดตามความคืบหน้า ‘ขนย้ายกากแคดเมียม ไฟไหม้โรงงานมาบตาพุด ไฟไหม้โรงงานอยุธยา’

  • พร้อมหนุนรัฐบาลเร่งออก ใบ ร.ง.4

akkaradech_15may2024_SPACEBAR_Hero_cb9ba0ac6a.jpg

อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวก่อนการประชุมคณะกรรมาธิการฯ วันนี้ (15 พ.ค.) ว่า ได้เชิญปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมเมืองแร่ และกรมควบคุมมลพิษ และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับผู้ที่ละเมิดกฎหมายทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ประกอบการถึงความคืบหน้าในการขนย้ายกากแคดเมียมว่า จะเป็นการติดตามว่า มีการขนย้ายกากแคดเมียมแล้วเสร็จไปแล้วกี่ตัน โดยเบื้องต้นทราบว่าทางกรุงเทพมหานครขนย้ายเสร็จแล้ว ส่วนจังหวัดสมุทรสาคร และ จังหวัดชลบุรีจะได้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าชี้แจงในส่วนนี้   

สำหรับเรื่องใบอนุญาตโรงงานที่ยังค้างการพิจารณาอยู่หลาย 100 ราย ต้องเร่งออกใบอนุญาตตามคำสั่งของเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีนั้น อัครเดช กล่าวว่า ส่วนนี้ต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงถึงปัญหาในการออกใบอนุญาตโรงงาน เบื้องต้นพบว่า เอกสารไม่ครบถ้วน และมีการส่งกลับไปให้ทางอุตสาหกรรมจังหวัดรวบรวมเอกสารเพิ่ม คาดว่า ขณะนี้ส่งกลับมาที่กรมแล้ว ซึ่งเมื่อเอกสารครบแล้ว ก็จะสามารถอนุญาตออกใบร.ง.4 ได้ ในส่วนของคณะกรรมาธิการได้ให้ข้อสังเกตไปว่าการออกอนุญาตตามที่นายกรัฐมนตรีเร่งรัดนั้นเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเพราะประเทศต้องตอบรับการลงทุนจากนักลงทุน ดังนั้นใบอนุญาตออกช้าย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน ที่นายกรัฐมนตรีสั่งจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ มองว่า นอกจากออกใบอนุญาตแล้ว ต้องมีการกำกับให้เป็นไปตามกฏหมายและปฏิบัติตามระเบียบเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่เมื่อได้ใบอนุญาตแล้วขาดการกำกับดูแลจะทำให้ผู้ประกอบการละเมิดกฎหมายส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

ส่วนกรณีไฟไหม้โรงงานหลายแห่งที่สามารถบ่งชี้ว่ามาจากการวางเพลิง หรือ อาจเป็นอุบัติเหตุนั้น อัครเดช กล่าวว่า ต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เกิดจากอุบัติเหตุนั้น เกิดจากการที่ภาวะอากาศร้อนจัด เมื่อมีความร้อนเกิดขึ้น อาจเกิดอุบัติเหตุได้บ่อยครั้ง เป็นสิ่งที่ป้องกันไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือการควบคุมเพลิงต้องรวดเร็ว ในวันนี้ (15 พ.ค.) ทางคณะกรรมธิการฯ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวกับการควบคุมเพลิงเข้าชี้แจงว่า เวลาเกิดเพลิงไหม้มีแผนในการเผชิญเหตุและการควบคุมเพลิงเป็นไปอย่างไร 

สำหรับประเด็นการวางเพลิงเพื่อเผาทำลายหลักฐานนั้น กรณีที่จังหวัดระยอง และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า จะต้องเร่งรัดดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดให้ได้ ทางกรรมาธิการฯ สนับสนุนแนวคิดของรัฐมนตรี โดยกระบวนการติดตามผู้กระทำความผิด ทั้งการสืบสวนและสอบสวน เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ

เมื่อถามว่า ถึงเวลาจำเป็นแล้วหรือไม่ที่จำเป็นจะต้องพัฒนาแอพพลิเคชั่นในการแจ้งเตือนประชาชน อัครเดช กล่าวว่า ในส่วนของการเกิดเหตุเพลิงไหม้ไม่ว่าจะในกรณีของการวางเพลิง หรืออุบัติเหตุสิ่งสำคัญที่สุดคือแผนเผชิญเหตุ การสื่อสารจากภาครัฐไปยังประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ จะต้องมีการสอบข้อเท็จจริงและได้รับข้อสังเกตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชุมครั้งนี้ด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์