ถ้าพูดถึง พัทยา ภาพที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นชายหาด นักท่องเที่ยวต่างชาติ โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงแสงไฟยามค่ำคืนบน Walking Street
แต่ก่อนที่ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นภาพจำของเมืองและภาพจำที่ทุกคนคุ้นเคย พัทยาเคยเป็นเพียงเมืองชายทะเลเล็กๆ ที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่กับการประมงและทะเล จนกระทั่งการเข้ามาของทหารอเมริกันในช่วงสงครามเวียดนามได้กลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของเมือง
ในเวลานั้นพัทยากลายเป็นจุดหมายสำหรับการพักผ่อนของกำลังพลสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทหารจำนวนมากเดินทางผ่านฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ก่อนเข้าสู่พัทยาเพื่อพักจากภารกิจในสนามรบ แหล่งข้อมูลด้านประวัติศาสตร์พัทยาระบุว่า การใช้เมืองเป็นจุดพักผ่อนของทหารอเมริกันในยุคสงครามเวียดนามมีส่วนสำคัญต่อการเริ่มต้นชื่อเสียงของพัทยาในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ
สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้ไม่ได้มีเพียงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวแต่คือ วัฒนธรรมชุดใหม่ที่ค่อยๆ เปลี่ยนเมืองทั้งเมือง
จากเมืองพักผ่อนสู่สถานที่ท่องเที่ยว Nightlife ที่ทั่วโลกรู้จัก
การมาถึงของทหารอเมริกันครั้งนั้นช่วยเร่งให้พัทยาเติบโตจากเมืองชายทะเลขนาดเล็กไปสู่จุดหมายสำหรับนักท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร บาร์ และธุรกิจบริการต่างๆ เริ่มขยายตัวเพื่อรองรับผู้มาเยือนจากต่างประเทศ
พื้นที่ที่วันนี้คนทั่วโลกรู้จักในชื่อ Walking Street เติบโตขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวและสถานบันเทิงในพัทยา โดยมีประวัติความเชื่อมโยงกับช่วงเวลาที่ทหารต่างชาติโดยเฉพาะทหารอเมริกันเดินทางเข้ามาพักผ่อนในเมือง
พัทยาจึงไม่ได้เพียงมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่กำลังสร้าง ตัวตนใหม่ของเมือง
จากเมืองที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่กับทะเลกลายเป็นเมืองที่เศรษฐกิจกลางคืนเข้ามามีบทบาทสำคัญ ตั้งแต่ร้านอาหาร ดนตรี บาร์ ไปจนถึงธุรกิจบริการที่เติบโตขึ้นตามจำนวนผู้มาเยือน
เมื่อผู้คนจากอีกซีกโลกเข้ามาวัฒนธรรมใหม่ๆ ก็เดินทางเข้ามาพร้อมกัน ทั้งอาหารตะวันตก ดนตรี การแต่งตัว ภาษา ไปจนถึงรูปแบบการใช้ชีวิตในยามค่ำคืน และพัทยาก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่าจะเป็น “เมืองท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติ” อย่างไร

เรื่องของทหารอเมริกันไม่ได้อยู่แค่ในประวัติศาสตร์แต่ยังมีอยู่ในภาพยนตร์
ภาพของทหารอเมริกันกับประเทศไทยยังถูกบันทึกไว้ในวัฒนธรรมป๊อปอีกด้วย
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือภาพยนตร์เรื่อง ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด ผลงานของ “โบตั๋น” ที่เล่าเรื่องหญิงสาวในช่วงสงครามเวียดนามซึ่งสหรัฐฯ ใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพ และทหารอเมริกันกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่จนเกิดธุรกิจกลางคืนทั้งไนต์คลับและบาร์ รวมถึงปรากฏการณ์ “เมียเช่า” ที่กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของเรื่อง โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ.2528
เรื่องนี้ทำให้เราเห็นอีกด้านของยุคสมัยดังกล่าว เพราะการเข้ามาของทหารอเมริกันไม่ได้มีแค่ภาพของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้น แต่ยังมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ รวมถึงคำถามเรื่องผู้หญิง อำนาจ เศรษฐกิจ และภาพจำของประเทศไทยในสายตาคนอเมริกัน
ขณะเดียวกันประเทศไทยเองก็เคยกลายเป็นฉากหลังของเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเวียดนามในภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายเรื่อง โดย Good Morning, Vietnam (1987) ถ่ายทำในประเทศไทยและใช้สถานที่ในกรุงเทพฯ และภูเก็ตแทนเวียดนาม ขณะที่ Rambo: First Blood Part II (1985) ก็เป็นหนึ่งในหนังแฟรนไชส์ Rambo ที่มีการถ่ายทำบางส่วนในประเทศไทย
ทั้งหมดสะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย สงครามเวียดนาม และทหารอเมริกันไม่ได้อยู่แค่ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำและวัฒนธรรมป๊อปที่ถูกเล่าซ้ำมาจนถึงปัจจุบัน
แล้ววันนี้…ทหารอเมริกันกำลังกลับมาอีกครั้ง
กว่า 50 ปีผ่านไปภาพนั้นกำลังจะกลับมาอีกครั้ง USS Abraham Lincoln เรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมเรืออีกสองลำมีกำหนดเดินทางมายังประเทศไทยและเข้าเทียบท่าที่แหลมฉบัง ระหว่างวันที่ 2–6 กันยายน 2026 พร้อมกำลังพลประมาณ 5,000 นาย หลังปฏิบัติภารกิจในทะเลมาเป็นเวลานานกว่า 200 วัน
การมาเยือนครั้งนี้เป็นการแวะพักเพื่อให้กำลังพลได้พักและฟื้นฟู รวมถึงรับการสนับสนุนด้านส่งกำลังบำรุงโดยไม่ได้มีแผนการฝึกร่วมทางทหารกับไทย
แน่นอนว่า พัทยาในปี 2026 ไม่ใช่พัทยาในยุคสงครามเวียดนามอีกต่อไป
วันนี้เมืองพัทยามีโรงแรมระดับโลก นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ห้างสรรพสินค้า คาเฟ่ ร้านอาหาร และธุรกิจบันเทิงที่หลากหลายกว่าเดิมมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมคือพัทยายังคงเป็นเมืองที่รู้จักวิธีต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก
ครั้งนี้ภาคธุรกิจในเมืองกำลังเตรียมรับกำลังพลสหรัฐฯ โดยนายกเมืองพัทยาประเมินว่า หากกำลังพลราว 5,000 นายได้รับอนุญาตให้ขึ้นฝั่งและใช้จ่ายในพื้นที่อาจสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 5–15 ล้านบาท จากร้านอาหาร ธุรกิจกลางคืน การเดินทาง และบริการด้านการท่องเที่ยว ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินไม่ใช่ตัวเลขผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยืนยันแล้ว
ขณะเดียวกันทางการก็ออกมาเตือนผู้ประกอบการให้ต้อนรับกำลังพลด้วยราคาที่เป็นธรรมและบริการที่ดี ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาเพียงเพราะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่เข้ามา
จากเรื่องราววันนั้นถึงเรื่องของวันนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจจึงอาจไม่ใช่คำถามว่า “ทหารอเมริกัน 5,000 นายจะไปเที่ยวที่ไหนในพัทยา?” แต่อาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “พัทยาจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีวันที่ทหารอเมริกันเคยเดินทางมาที่นี่?”
เพราะในอีกด้านหนึ่ง เรื่องราวของทหารอเมริกันกับพัทยาคือเรื่องของเมืองหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยผู้คนจากอีกฟากโลก จากเมืองชายทะเลและจุดพักผ่อน สู่โรงแรม ร้านอาหาร บาร์ ดนตรี และ Walking Street ก่อนกลายเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไทย
ในเดือนกันยายน 2026 ทหารอเมริกันกำลังจะกลับมายังเมืองเดิมอีกครั้ง แม้ 5,000 คนในวันนี้อาจไม่ได้มาเพื่อเปลี่ยนพัทยาเหมือนเมื่อ 50 กว่าปีก่อน แต่การกลับมาครั้งนี้กำลังทำให้เราได้ย้อนกลับไปมองว่า ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเปลี่ยนเมืองนี้ไปมากแค่ไหน





