ถอดดราม่าตะเพิด ‘หมอพรทิพย์’ นักกฎหมายมองอย่างไร ?

2 ต.ค. 2566 - 17:45

  • อ่านปรากฏการณ์ดราม่า 'หมอพรทิพย์' กับประเด็นความเหมาะสมทางกฎหมายกับ ‘รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก’

Analysis_of_legal_issues_Porntip_Iceland_SPACEBAR_Hero_5816a0abc0.jpg

หากมองประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ กรณี ‘แพทย์หญิงคุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์’ วุฒิสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เดินทางท่องเที่ยวแบบทอดน่องในวันหยุด ณ ประเทศไอซ์แลนด์ ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คงเห็นมิติ 2 แง่มุมที่เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง

กรณีแรก ถูกชายไทยต่างแดน ตะเพิดไล่ออกจากร้านอาหาร กลางกรุงเรกยาวิก ด้วยการใช้ถ้อยคำหยาบคายแบบเปิดเผย กรณีที่สอง เป็นประเด็นการอัปภาพลงโซเชียลมีเดีย ขณะนอนทิ้งตัวทับ ‘ลาวามอส’ สมบัติทางธรรมชาติอันล้ำค่าของท้องถิ่น ซึ่งจากข้อมูลพบว่าเป็นพืชที่หากได้รับความเสียหาย อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการฟื้นตัวเองขึ้นมา

จึงไม่แปลกอะไรหากสองเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแถบสแกนดิเนเวีย จะลอยลมผ่านโลกออนไลน์ มาถึงประเทศบ้านเกิดอย่างรวดเร็ว จนเกิดประเด็นดราม่าขึ้นในระยะเวลาไม่นานนัก

เดิมที ‘พรทิพย์’ เป็นหนึ่งในคนการเมืองที่ต้องเผชิญชีวิตเยี่ยงมรสุมมาโดยตลอด มักเป็นตำบลกระสุนตกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยิ่งมูลเหตุถูกเชื่อมโยงถึงประเด็นทางการเมือง ‘หมอพรทิพย์’ ซึ่งเป็นหนึ่งใน สว. ที่โหวตงดออกเสียง ปิดประตู ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์' ไปไม่ถึงฝั่งฝันตกเก้าอี้ ‘นายกรัฐมนตรี' ไปตั้งแต่งวดแรก

‘แรงต้าน’ และ ‘แรงป้อง’ จึงโหมกระหน่ำเข้าประสานกันอย่างสามัคคี ทำเอาความหนาวเหน็บในดินแดนไวกิ้ง ถูกแทนที่ด้วยเพลิงนรก จนเจ้าตัวร้อนรนรีบชี้แจงเรื่องราวทั้งหมด ผ่านโซเชียล ก่อนที่เครื่องจะแลนดิ้งแตะพื้นสุวรรณภูมิเสียอีก 

ความผิดฐานรุกล้ำธรรมชาติที่ได้รับการคุ้มครอง คงไร้ข้ออ้างที่จะแก้ตัว แต่หากหยิบยกเรื่อง ‘การคุกคาม’ ในประเด็นที่เกิดขึ้นกรณีแรก เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดละอ่อน ต้องฟังหลายแง่มุม เพราะสุดท้ายมันเป็นเรื่อง ‘ความรู้สึกส่วนตัว’ แม้เรื่องการแสดงท่าทีจะเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ต้องคำนึงให้อยู่ในครรลอง ไม่หมิ่นเหม่จนถูกมองว่าเป็น 'การคุกคาม'

ตามความเห็นของ ‘รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก’ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย มองว่า เรื่องที่เกิดขึ้นหากมองในประเด็นการประกอบการค้าทั่วไป อาจถือเป็นการกีดกันลูกค้า โดยใช้หลักทัศนคติหรืออุดมคติทางการเมืองเป็นตัวชี้วัด และมองได้ว่าเป็นเรื่องสิทธิเสรี ที่เจ้าของร้านอาหารมีสิทธิ์ไม่ให้บริการกับผู้เห็นต่าง 

กระนั้นเจ้าของกิจการหรือพนักงาน ต้องยอมรับผลกระทบที่ตามมาจากผู้ใช้บริการที่ไม่เห็นด้วย หากลูกค้าติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะใช้ความนิยมทางการเมืองมาเป็นข้ออ้าง ในการเลือกไม่ใช้บริการร้านอาหารได้

ในทางกฎหมายประเทศไทย อาจมองว่า ผู้ที่ถูกกระทำมีสิทธิ์ฟ้องร้องได้ เพราะถือเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า แต่เหตุเกิดขึ้นที่ต่างประเทศคงต้องตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดเสียก่อน ว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าวเป็นความผิดทางกฎหมายหรือไม่ แล้วคนไทยหรือร้านอาหารอยู่ภายใต้กรอบการดูแลของหน่วยงานใด

กรณี 'วุฒิสมาชิก' ในส่วน 'กรรมมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ' จะใช้กลไกของสภาผ่าน 'กรรมมาธิการประเทศ' วุฒิสภา ในการแจ้งพฤติกรรมของร้านอาหาร ไปยังสถานทูตที่อยู่ในท้องที่ อาจารย์เจษฎ์ ให้ความเห็นว่า สามารถทำได้ เพราะอันที่จริงปัญหาที่เกิดขึ้น มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศโดยตรง อีกทั้งอาจเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นซ้ำได้อีกด้วย หากไม่มีการแสดงท่าทีปกป้องสิทธิ์ใด ๆ ของต้นสังกัด

“จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ไอซ์แลนด์นะ แต่ไม่ว่าจะคนชาติ ถ้าใช้วิธีการดังกล่าวเข้าคุกคามกับคนที่ไม่พอใจ โลกจะอยู่กันได้ยังไง สำหรับประเทศไอซ์แลนด์เอง สมมติมีคนแบบนี้อยู่เยอะ คนไทยที่มีมุมมองต่างกันจะกล้าไปเที่ยวไหม ผมเชื่อว่าทางการไอซ์แลนด์มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาดูแลเรื่องนี้ได้ เพราะเป็นผลกระทบทางอ้อม แต่เรื่องจะผิดกฎหมายบ้านเขาหรือไม่ ต้องดูกันอีกที”

อาจารย์เจษฎ์ กล่าวต่อว่า เรื่องการนอนทับ 'ลาวามอส' ซึ่งเป็นพืชที่ต้องได้รับการดูแลอย่างดีนั้น ประชาชนควรมองให้ขนานกับเรื่องการคุกคามที่เกิดขึ้นในร้านอาหาร เนื่องจากเป็นคนละประเด็น เรื่องที่กระทำความผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ก็ต้องว่ากันไปหากจะโดนข้อกฎหมาย 

แต่สำหรับกรณีคุกคามที่เกิดขึ้น ส่วนตัวเชื่อว่ามีวิธีการอื่น ๆ ที่ผู้เห็นต่างทางการเมือง จะสามารถทำได้ ผ่านกลไกรัฐสภา หรือ วุฒิสภา ซึ่งประชาชนสามารถร้องเรียน สว. ได้ตามกรอบกฎหมาย แต่ไม่ควรทำพฤติกรรมที่ดูหมิ่นเหม่คล้ายกับการคุกคามแบบนี้ 

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ยังมองว่า บทบาทของ ‘พรรคก้าวไกล’ ที่พยายามเข้ามาร่วมวง วิพากษ์วิจารณ์ สว. โดยโยงเรื่องราวถึงวันโหวตเลือกนายกฯ ครั้งแรก เป็นสิ่งไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะพวกเขา (พรรคก้าวไกล) มีจำนวน สส.151 คน ไม่สามารถรวมเป็นเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลได้ และรัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ชัดเจน เรื่องการใช้เสียงจากสองสภาในการโหวตเลือกนายกฯ สว.ก็ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่ได้ละเมิดแต่อย่างใด

“เมื่อคุณไม่ได้เป็นรัฐบาล คุณจะบอกว่าคนเหล่านี้ (ที่คุกคาม) ทำถูกต้องแล้ว มันยิ่งทำให้น้ำที่ขุ่นอยู่ขุ่นเข้าไปใหญ่ และยิ่งโหนว่าต้องรีบแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเกิดปัญหาอันเป็นผลพวงมาจากอำนาจของ สว. เรื่องเหล่านี้ไปกันใหญ่แล้ว มันถือเป็นการฉกฉวยสถานการณ์อย่างไม่เหมาะสมเลย” กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์