‘มท.1’ ประชุมหน่วยงาน-ผู้ว่าฯ 76 จังหวัด ระดมแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

29 ม.ค. 2568 - 15:21

  • ‘อนุทิน’ นั่งหัวโต๊ะถกหน่วยงาน ผู้ว่าฯ 76 จังหวัด ระดมแก้ปัญหาหมอกควันฝุ่น PM 2.5

  • ผุดไอเดีย ‘มอบเงินช่วยเหลือหยุดเผา’ ลดฝุ่น

  • ลั่นแซงซั่น! ไม่รับซื้อสินค้าเกษตรนําเข้าที่มาจากการเผา

Anutin_meets_with_agencies_and_governors_of_76_provinces_to_mobilize_to_solve_the_PM_2_5_dust_problem_SPACEBAR_Hero_ff922ac32e.jpg

กระทรวงมหาดไทย (29 มกราคม 2568) อนุทิน​ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมว.มหาดไทย) เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ปภ.ช.) ติดตามปัญหาหมอกควันไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) โดยมีหน่วยงานต่างๆ​ เข้าร่วม และผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ร่วมประชุมรับมอบนโยบายผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร้นท์ เพื่อลดมลพิษ และแก้ปัญหาหมอกควันฝุ่น PM 2.5 

รองนายกฯ อนุทิน​ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี เป็นห่วงต่อสถานการณ์หมอกควันและฝุ่น PM 2.5 เป็นอย่างมาก ได้ติดต่อติดตามประสานงาน เรียกประชุมหารือกับตนเองตลอดเวลา ในช่วงที่เดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งได้ยืนยันไปว่าทุกคนมีความพร้อมรับมือ ป้องกันและแก้ไขปัญหา ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5​ 

“นายกรัฐมนตรี ขอให้เชิญและแต่งตั้งนายภูมิธรรม เวชยชัย​ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม นายประเสริฐ​ จันทรวงทอง รองนายกฯ และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ นายจิรายุ​ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาของกองบัญชาการอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยให้นายจิรายุ ทำหน้าที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่างๆ ให้ประชาชนตระหนักรู้ จะได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ”

Anutin_meets_with_agencies_and_governors_of_76_provinces_to_mobilize_to_solve_the_PM_2_5_dust_problem_SPACEBAR_Photo01_4ededc92e2.jpg

รองนายกฯ อนุทิน กล่าวด้วยว่า เมื่อ 27 มกราคม ที่ผ่านมา ได้เดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ประชุมติดตามสถานการณ์ ซึ่งพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เป็นพื้นที่ Hotspot มากที่สุด มีการเผาในที่โล่งแจ้ง เผาวัชพืช ผลผลิตทางการเกษตรมากที่สุด ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศพื้นที่ห้ามเผาเป็นที่เรียบร้อย และได้มีการสั่งการยกระดับดำเนินการทุกมาตรการอย่างเข้มข้น ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้ระบบบริหารจัดการแบบ Single Command ในการบรรเทาสาธารณภัยแก้ปัญหา 

โดยนอกจากอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วยังใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย​ภัยแห่งชาติ​เพื่อการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเป็นตัวแทนรัฐบาล​ ทำงานร่วมกันไม่ใช่กระทรวงมหาดไทยสั่งการ​ จึงขอให้ร่วมมือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเสียหายน้อยที่สุด

“มูลเหตุมาจากการเผา หากทำให้ประชาชนไม่เผาได้ มลพิษก็จะเกิดขึ้นน้อยมาก จึงไม่ต้องกังวลว่าเพื่อนบ้านจะทำอย่างไร เราต้องจัดการในบ้านของเราให้เรียบร้อยก่อน ถ้าในบ้านเราเรียบร้อยแล้ว แล้วยังมีเหตุมาจากเพื่อนบ้าน ก็จะมีความกดดันมายังรัฐบาลรัฐบาล ก็จะต้องเร่งไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน ในการ ‘แซงชั่น’ ไม่อุดหนุนสินค้าทางการเกษตร หากมาจากการเผาวัชพืชเหล่านี้ และก่อให้เกิดมลพิษข้ามมายังประเทศเรา”

รองนายกฯ อนุทิน กล่าวว่า ​สิ่งสำคัญคือเราต้องดำเนินการแก้ไขในบ้านของเราให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะวันนี้โอกาสสร้างเศรษฐกิจตอนนี้เปลี่ยนไป ชาวบ้านเปลี่ยนจากการผลิตพืชผลทางการเกษตรระยะยาวมาเป็นพืชระยะสั้น ​เพราะปลูกมะม่วง มังคุด ทุเรียน ปลูกส้ม ช้า 3 ปีไม่ได้อะไรเลย ตลาดโลกใหญ่ขึ้น มีผลิตภัณฑ์แปรรูป จะขึ้นหมุนเวียนมากมาย 

“มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ของพวกนี้ปลูกได้ทั้งปี หมุนแล้วหมุนอีก ถึงทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป เขาคิดว่าสามารถปลูกพืชหมุนเวียนเหล่านี้ได้หลายรอบมากที่สุด และต้องเร่งก่อให้เกิดการปลูกครั้งใหม่ให้เร็วที่สุด จึงต้องเผา”

รองนายกฯ อนุทิน กล่าวต่อว่า ​​ทุกหลังคาเรือนปลูกพืชผลทางการเกษตรเช่นนี้ ซากที่เกิดขึ้น เช่น ซังข้าวโพด ในหนึ่งตำบล มีอยู่ประมาณ 100 กอง กองละ 700,000 กิโลกรัม​ ถ้าไม่ได้ไปเห็นด้วยตาตัวเอง คิดว่าคงอะลุ่มอล่วยได้  ที่แม่แจ่มอำเภอเดียวอาจทำให้หมอกควันปกคลุมทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่เชียงใหม่อย่างเดียว ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล ซึ่งต้องดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวด หาทางเลือก 

“เช่น ที่เชียงใหม่ทำคือให้มีการฝังกลบ หรือแปรสภาพ เศษซังข้าวโพด ซึ่งรัฐต้องสนับสนุน เครื่องจักรเข้าไป​ หรือนำไปเป็นเชื้อเพลิงไบโอเพาเวอร์ เอาไปเป็นไอน้ำความร้อนฝ่ายผลิตไฟฟ้า เอาไปแปรสภาพเป็นอาหารสัตว์ หรือทำปุ๋ยชีวภาพ​ แต่ภาครัฐต้องช่วย”

รองนายกฯ อนุทิน กล่าวอีกว่า ​เราเจอภัยพิบัติมาโดยตลอด ต้นปีภาคเหนือไตรมาส 3 ภาคกลาง ไตรมาส 4 ภาคใต้ เราใช้เงินเกือบ 20,000 ล้านบาท เป็นค่าชดเชยทดแทนความเดือดร้อน หลังคาเรือนละ 9,000 บาท เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ใกล้เคียงกัน น้ำลดหรือเพิ่มเกิน 3 วันชาวบ้านได้เงิน แต่กรณีหมอกควันยังไม่เกิด เราจะเอาเงินไปให้ชาวบ้านก่อนไม่ได้ มันต้องเกิดการเผาเกิดมลพิษควันดำก่อน​ กว่าจะเอาเงินออกมาได้ความเสียหาย ค่ามลพิษต้องเกิน 150 ไมโครกรัม หากไปถึงจุดนั้นประเทศไทยมืดมิดไปทั้งประเทศ ถึงจะนำเงินไปใช้ได้

“ดังนั้นธรรมชาติไม่เหมือนกัน มีเงินแต่การใช้ไม่เหมือนกัน จึงขอข้อแนะนำช่วยกันคิดการสนับสนุนของแต่ละจังหวัด ในการผลักดันให้มีงบช่วยเหลือชาวบ้านก่อนเพื่อที่จะให้หยุดเผา เป็นจุดที่ต้องวางมาตรการ มันดูเหมือนภัยพิบัติแต่การช่วยเหลือแตกต่างกัน ในส่วนนี้ขอความร่วมมือทุกฝ่ายความมั่นคงทหารตำรวจภาครัฐเกษตรทรัพยากร และหน่วยงานเทคโนโลยีให้ช่วยกัน ส่วนที่บังคับใช้กฎหมายก็ต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่ให้เกิดการกระทำที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเดือดร้อน”

อนุทิน ชาญวีรกูล

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์