เอาเข้าจริง วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระจายพันธุ์ของ ‘เอเลียนสปีชีส์’ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป นับตั้งแต่ความก้าวหน้าทางวิชาการด้านนิเวศวิทยามากขึ้น พบว่ามีสัตว์ต่างถิ่นหลายชนิดได้สร้างปัญหาให้กับประชากรอันเป็นสัตว์ท้องถิ่น ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและภาคเศรษฐกิจระดับรากหญ้า หนึ่งในนั้นคือ ‘ปลาหมอคางดำ’ (Blackchin tilapia) ที่กำลังเป็นภัยคุกคามของสัตว์น้ำประจำถิ่นทั้งในธรรมชาติ และกระชังเพาะเลี้ยง
ปลาหมอคางดำมีลักษณะคล้ายกับปลาหมอเทศ มีสีดําบริเวณหัวและบริเวณแผ่นปิดเหงือกตามชื่อของมัน ที่มาของปลาชนิดนี้ เดิมทีมีต้นกำเนิดในทวีปแอฟริกา แต่ต่อมาได้มีการนำเข้ามาในหลายประเทศทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย ตามรายงานของสื่อมวลชนหลายสำนัก และองค์กรด้านนิเวศวิทยาหลายแห่ง ชี้ตรงกันว่า มีการทำโครงการเพื่อขอนำเข้าโดย บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ในปี 2549 และได้ปลาในช่วงปี 2553 จำนวน 2,000 ตัว เพื่อการวิจัยและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่านำมาผสมกับปลาในภาคอุตสาหกรรม
แต่ใช้เวลาในการเลี้ยงได้ไม่นาน ‘ซีพีเอฟ’ ก็ได้มีการแจ้งว่า ‘มีตายและทำลายซากทิ้งด้วยกระบวนการการฝังกลบ’ ไปหมดแล้ว กระนั้นยังคงมีชาวบ้าน และหน่วยงานรัฐอย่างกรมประมง พบเห็นปลาจากกาฬทวีปอยู่บ่อยครั้ง ตามแม่น้ำลำคลอง หรือแหล่งเพาะเลี้ยงของผู้คน
เรื่องนี้ สำนักข่าว ThaiPBS ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านรายงานพิเศษ ย้อนจุดเริ่มต้น เส้นทาง ‘ปลาหมอคางดำ’ ที่ออกอากาศในคืนวันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผ่านเรื่องราวจากปากเกษตรกรนากุ้ง ในตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ถึงเรื่องเมื่อ 12 ปีก่อน ที่ชาวบ้านเคยจับปลาชนิดหนึ่งได้ และในขณะนั้นไม่มีใครรู้ว่าเป็นปลาหมอคางดำ ซึ่งทุกวันนี้ปลาชนิดดังกล่าว กลับมีจำนวนมากขึ้นและตัวใหญ่ขึ้นตามลำดับ กระทั่งพบว่ามีจำนวนมากกว่าสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ชาวบ้านเพาะเลี้ยงอยู่
ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ข้อมูลของรายงาน ที่ระบุว่าพบปลาเหล่านี้กระจายตามแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงปลา-กุ้ง ของชาวบ้าน ที่เชื่อมติดต่อกับลำคลองซึ่งเป็นศูนย์วิจัยของ ‘บริษัทผู้นำเข้า’
อย่างไรก็ดี ปัญหาของปลาหมอคางดำเริ่มส่งผลกระทบกับการทำประมงของชาวบ้านท้องถิ่นหลายพื้นที่ เคยมีการร้องเรียนโดยประชาชน ในปี 2560 ที่ยื่นเรื่องต่อ ‘คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ’ (กสม.) ซึ่งมีทั้งเกษตรกรจากจังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดเพชรบุรีร่วมเป็นเจ้าทุกข์ เนื่องจากการแพร่กระจายของสัตว์ต่างถิ่น ส่งผลให้สัตว์น้ำที่เพาะเลี้ยงในกระชังหายไป
ต่อมาทาง กสม. และ ‘กรมประมง’ จึงพยายามออกมาตรการเพื่อเข้าช่วยเหลือ เผอิญเป็นช่วงของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19 กระบวนการจากภาครัฐจึงชะงัก ในมุมมองของ ‘ดร.ชวลิต วิทยานนท์’ นักวิชาการเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและสัตว์น้ำ ในฐานะของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ มองว่า เมื่อโครงการการแก้ไขปัญหาไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ปลาหมอคางดำมีการแพร่พันธุ์กระจายออกจากพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม โดยในระยะเวลาไม่เกิน 14 ปี พบว่ามีการกระจายไปตามแหล่งน้ำจืด น้ำกร่อย และตลอดแนวชายฝั่ง จนไปถึงอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา และในภาคตะวันออกถึงจังหวัดจันทรบุรี ล่าสุดก็ปรากฏตัวอยู่กลาง 'กรุงเทพฯ' ทั้งในบึงมักกะสัน และลำคลองอื่นๆ ในอีก 15 เขต
ตั้งคำถามถึงกระบวนการ ‘นำเข้า’
ชวลิต กล่าวต่อว่า ในอดีตช่วงที่มีการนำเข้าปลาหมอคางดำ ประเทศไทย (หรืออีกหลายๆ ประเทศ) ยังไม่มีข้อมูลเชิงวิชาการ ที่ชี้ชัดว่าปลาชนิดนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แต่มีเงื่อนไขของ ‘คณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง’ (IBC) ระบุว่า หากเอกชนมีการนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นมา เพื่อทำการวิจัยหรือทดลอง แล้วไม่ประสบผลสำเร็จ สิ่งที่ต้องทำมีอยู่ 2 ประการ 1) ไม่ให้ปล่อยสัตว์น้ำชนิดนั้นลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ 2) จะต้องมีการนำสัตว์น้ำชนิดดังกล่าวมามอบให้กับกรมประมง หรือทำลายทิ้งแล้วนำหลักฐานมาแสดงต่อรัฐ
แต่สำหรับกรณีผู้นำเข้าปลาหมอคางดำ แม้จะมีการแจ้งข้อมูลว่า ‘ทำลายซากด้วยการฝังกลบไปแล้ว’ ก่อนหน้านี้ทางกรมประมง ก็ไม่เคยได้รับคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร หรือหลักฐานอันเป็นที่ประจักษ์ว่ามีการทำลายแล้วหมดสิ้น
“ถ้ารวมลูกปลาในเมืองไทย น่าจะมีปลาหมอคางดำประมาณหมื่นล้านตัวแล้วครับ เพราะมีการกระจายพันธุ์หลายพื้นที่ อายุประมาณ 7 เดือนถึง 1 ปี เขาก็เริ่มออกลูกแล้ว ซึ่งในหนึ่งปีก็หลายครั้ง และด้วยขีดความสามารถในการดำรงชีพ ไม่ว่าจะน้ำจืด น้ำกร่อย หรือน้ำเค็ม มันก็ว่ายไปได้หมด”
— ชวลิต กล่าว
ชวลิต ย้ำว่า ณ ปัจจุบันสิ่งที่กรมประมงทำได้ดีที่สุด คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการ ‘จับ’ ออกจากระบบนิเวศ เพื่อช่วยให้ชาวประมงพื้นบ้าน ในทุกๆ วิถีทาง ส่วนการจะจับ ‘ทำหมัน’ เป็นการแก้ปัญหาทางเลือก ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการวิจัยอยู่ ซึ่งอาจมีผลช่วยในระยะยาว ที่สำคัญที่กรมประมงจะต้องทำต่อจากนี้ คือการดูแลฟื้นฟูระบบนิเวศต่างๆ ให้มีสภาพดี เพื่อให้เอื้อต่อการเจริญเติบโตและกระจายพันธุ์ของปลาท้องถิ่นที่หลากหลาย โดยจะเป็นการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำไปในตัวด้วย
อย่าให้ ‘สัตว์ต่างถิ่น’ เข้ามามีบทบาทในธรรมชาติ (อีก)
นักวิชาการด้านปลาน้ำจืด กล่าวเสริมถึงแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดกรณี ‘ซ้ำรอย’ ว่าทางหน่วยงานรัฐอย่างกรมประมง จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาผลกระทบของสัตว์น้ำต่างถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาจะให้อนุญาตกับกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ จำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้า ไปสู่การทำลายที่ปลายทาง
“วันนี้เราได้ตรวจสอบทางพันธุกรรมก็พบว่าปลาหมอคางดำที่ระบาดอยู่ในประเทศไทย พบว่ามันมาจากประชากรกลุ่มเดียวกันกับบริษัทนำเข้า หักล้างคำอ้างที่มักบอกว่า เคยมีอีกหลายเจ้านำเข้าปลาสวยงามหลังจากนั้นอยู่หลายครั้งจึงเกิดการระบาด ซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มันชี้ชัดว่า ปลาเหล่านี้มาจากแหล่งเดียว”
— ชวลิต กล่าว
อย่างไรก็ดี ชวลิต ได้ฝากข้อความถึงผู้ที่สร้างผลกระทบให้กับระบบนิเวศครั้งใหญ่ว่า ในฐานะที่ผู้นำเข้าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ มีทรัพยากรการเงินมหาศาล ดังนั้นควรเข้ามามีส่วนรับผิดชอบ ในมิติการเยียวยาชาวประมง หรือเกษตรกร โดยใช้วิธีการรับซื้อแบบไม่จำกัด ในระยะเวลาแรกเริ่ม (ระยะสั้น) แล้วนำปลาไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งจะถือเป็นการช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบอาชีพรายเล็ก รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานราชการ ที่จะต้องมาตามจับ
ส่วนจะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างการกำหนดขอบเขตและข้อปฏิบัติอยู่ แต่เมื่อการนำเข้าปลาหมอคางดำใน 12 ปีทีแล้ว ยังไม่มีกฎหมายหรือโทษที่มารองรับปรากฏการณ์ชัดเจน จึงขอย้ำว่ากรมประมงจะต้องให้ความสำคัญต่อการผลักดันระเบียบและกฎหมายให้เป็นธรรมที่สุด โดยกลุ่มผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ โดยเฉพาะ คนพื้นบ้าน




