เหตุเพลิงไหม้ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 กลายเป็นเหตุการณ์ที่สร้างคำถามสำคัญต่อสังคม ไม่เพียงในมิติของการค้นหาสาเหตุและความรับผิดของผู้เกี่ยวข้อง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของการกำกับดูแลสถานประกอบการที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่าง ‘ร้านอาหาร’ และ ‘สถานบริการ’
หลายภาคส่วนมีความพยายามตรวจสอบปัจจัยของเหตุ ทั้งรูปแบบการประกอบกิจการ มาตรฐานอาคาร เส้นทางหนีไฟ ระบบความปลอดภัย รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ‘การได้รับอนุญาต’ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แต่เหนือไปกว่าคำถามว่า ‘ใครต้องรับผิด’ เหตุการณ์ครั้งนี้ มีอีกมุมที่อาจประเด็นใหญ่กว่า นั่นคือ ‘ระบบกฎหมาย’ และ ‘การบริหารจัดการเมือง’ ในปัจจุบัน สามารถรองรับรูปแบบธุรกิจสถานบันเทิงที่เปลี่ยนแปลงไปได้มากน้อยเพียงใด
เพราะในความเป็นจริง สถานประกอบการจำนวนไม่น้อยในเมืองใหญ่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบ ‘ผับ’ หรือ ‘สถานบริการ’ อย่างชัดเจน แต่มีลักษณะผสมผสาน ทั้งจำหน่ายอาหาร จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการแสดงดนตรี และมีรูปแบบการใช้งานพื้นที่คล้ายสถานบันเทิง ซึ่งนำไปสู่คำถามถึงช่องว่างในการกำกับดูแล
จุดเริ่มต้นจาก ‘โซนนิ่งสถานบริการ’ ที่ยังไม่สอดคล้องกับเมืองที่เปลี่ยนไป
ปัญหาเรื่องพื้นที่ตั้งสถานบริการในกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ประเด็นใหม่ ก่อนหน้านี้ 'สภากรุงเทพมหานคร' เคยหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาศึกษา โดยในปี 2567 มีมติเห็นชอบตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาการกำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเมืองในปัจจุบัน
ขณะนั้น มีข้อมูลว่า กรุงเทพมหานครมีสถานบริการจำนวน 207 แห่ง แบ่งเป็นสถานบริการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โซนนิ่ง 73 แห่ง และอยู่นอกพื้นที่โซนนิ่ง 134 แห่ง รวมถึงมีสถานบริการที่ตั้งอยู่ภายในสถานที่ตั้งโรงแรมจำนวน 32 แห่ง
ข้อกังวลที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือสถานบริการบางแห่งอยู่นอกพื้นที่ที่กำหนด หรือมีลักษณะการดำเนินกิจการไม่สอดคล้องกับข้อกำหนด เช่น เปิดให้บริการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด มีปัญหาเสียงรบกวน หรืออยู่ใกล้พื้นที่อ่อนไหว เช่น สถานศึกษาและชุมชน
ขณะเดียวกัน 'กรุงเทพฯ' มีโซนนิ่งสถานบริการตามกฎหมายอยู่เพียง 3 พื้นที่หลัก ได้แก่ พัฒน์พงศ์ RCA และรัชดาภิเษก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เมื่อเทียบกับการขยายตัวของเมืองและรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป
แต่การแก้ปัญหาด้วยการ ‘เพิ่มโซนนิ่ง’ เพียง อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะโซนนิ่งในมุมของการวางผังเมือง ไม่ใช่เพียงการกำหนดพื้นที่บนแผนที่ หรือการติดป้ายว่าบริเวณใดเป็นพื้นที่สถานบริการ แต่ต้องมาพร้อมกับระบบรองรับที่เหมาะสม
'สถานบริการ' ต้องมาพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่ 'พื้นที่อนุญาต'
‘รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา’ อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ SPACEBAR ว่า พื้นที่สำหรับ ‘สถานบริการ’ มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากกิจกรรมประเภทอื่น เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทั้งเวลาใช้งาน เสียง การเดินทาง และความปลอดภัย
สถานบันเทิงส่วนใหญ่มีการใช้งานในช่วงเวลากลางคืน มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก และผู้ใช้บริการจำนวนมากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถรับจ้าง ดังนั้น พื้นที่ลักษณะนี้จึงต้องมีถนนที่รองรับปริมาณการเดินทาง มีพื้นที่สำหรับการเข้าออก รวมถึงต้องคำนึงถึงการเข้าถึงของรถฉุกเฉิน
นอกจากนี้ หากเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น เพลิงไหม้ การมีพื้นที่ที่เหมาะสมจะช่วยให้การเข้าช่วยเหลือทำได้รวดเร็วขึ้น ทั้งในเรื่องเส้นทางรถดับเพลิง จุดรองรับเจ้าหน้าที่ หรือระบบบริการฉุกเฉินอื่นๆ
แนวคิดของการกำหนดพื้นที่สถานบริการในหลายประเทศ จึงไม่ได้มองเพียงว่าเป็นพื้นที่สำหรับธุรกิจ แต่เป็นการวางระบบเมืองให้รองรับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงเฉพาะ
ดังนั้น การเพิ่มโซนนิ่งโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาจไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยง แต่กลับอาจสร้างปัญหาใหม่ให้กับพื้นที่นั้นแทน...
ช่องว่างระหว่าง ‘ตัวบทกฎหมาย’ กับ ‘เจตนารมณ์’
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ รศ.ดร.พนิต ตั้งข้อสังเกต คือปัญหาการตีความกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีสถานประกอบการที่ไม่ได้ถูกจัดประเภทเป็นสถานบริการโดยตรง แต่มีลักษณะการดำเนินงานใกล้เคียงกัน
ในกรณีของ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ เขาอธิบายว่า สถานประกอบการลักษณะนี้ไม่ได้ขออนุญาตในฐานะสถานบริการตาม 'พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509' แต่ใช้การขออนุญาตในหลายส่วนประกอบกัน เช่น การประกอบกิจการร้านอาหาร การจำหน่ายสุรา และการแสดงดนตรี
ในมุมของกฎหมาย แต่ละใบอนุญาตอาจดำเนินการได้ตามขั้นตอน แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของกิจการ ทั้งรูปแบบพื้นที่ การจัดแสง เสียง และกิจกรรมภายใน อาจทำให้เกิดคำถามว่ามีลักษณะเป็นสถานบริการหรือไม่
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ทำถูกตามขั้นตอนหรือไม่ แต่อยู่ที่การพิจารณาว่าการดำเนินกิจการนั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่
“ปัญหาคือเราไม่ได้ตัดสินตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่กลับไปยึดตามตัวบทเพียงอย่างเดียว สังคมไทยมีภาพจำเรื่องศรีธนญชัย คือการชื่นชมคนที่สามารถหาช่องว่างหรือเลี่ยงข้อกำหนดได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อกฎหมายถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมความเสี่ยง กลับกลายเป็นว่าความสามารถในการเลี่ยงกฎหมายถูกมองว่าเป็นความเก่ง”
รศ.ดร.พนิต ยกตัวอย่างว่า ปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นในหลายกรณี เมื่อกฎหมายกำหนดเงื่อนไขจากลักษณะเฉพาะบางอย่าง แต่กิจการสามารถปรับรูปแบบเพื่อไม่ให้เข้าเงื่อนไขตามตัวบทได้ แม้ในทางพฤติกรรมจะมีลักษณะใกล้เคียงกับกิจการที่กฎหมายต้องการควบคุม
นอกจากเรื่องการจัดประเภทกิจการแล้ว อีกประเด็นสำคัญคือมาตรฐานความปลอดภัยภายในอาคาร รศ.ดร.พนิต มองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยไม่มีกฎหมาย เพราะกฎหมายควบคุมอาคารมีข้อกำหนดเกี่ยวกับความปลอดภัยอยู่แล้ว ทั้งเรื่องวัสดุตกแต่งที่ไม่ลามไฟ ระบบป้องกันอัคคีภัย และทางหนีไฟ
แต่หัวใจสำคัญคือ ‘การตรวจสอบ’ ว่าสิ่งที่กำหนดไว้ในกฎหมายถูกนำไปใช้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะสถานประกอบการประเภทสถานบันเทิง ซึ่งมักมีการตกแต่งภายในเพื่อควบคุมเสียง เช่น การใช้วัสดุดูดซับเสียงหรือวัสดุตกแต่งจำนวนมาก หากวัสดุเหล่านั้นไม่ได้มาตรฐาน อาจเพิ่มความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้
ขณะเดียวกัน ระบบไฟฟ้าก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เนื่องจากสถานบริการมีการใช้พลังงานจำนวนมาก ทั้งเครื่องเสียง ระบบไฟ แสงสี เครื่องปรับอากาศ และอุปกรณ์ต่าง ๆ การออกแบบและติดตั้งจึงต้องเป็นไปตามมาตรฐาน รวมถึงต้องมีการตรวจสอบการใช้งานจริง
เพราะการตรวจสอบเพียงเอกสาร หรือการตรวจในช่วงเวลาหนึ่ง อาจไม่สะท้อนสภาพการใช้งานจริง เมื่อสถานประกอบการเปิดให้บริการ มีคนจำนวนมากอยู่ภายในพื้นที่ และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานตลอดเวลา
บทเรียนจากเหตุการณ์ ไม่ควรจบแค่การหาผู้ผิด
ท้ายที่สุด เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวจึงนำไปสู่คำถามใหญ่เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของเมือง
แน่นอนว่า กระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินการเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย แต่ในมิติของการบริหารจัดการเมือง การมองหาเพียง ‘ความผิดของบุคคล’ อาจไม่เพียงพอ หากระบบที่อยู่เบื้องหลังยังเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงซ้ำเดิม
รศ.ดร.พนิต มองว่า ปัญหาสำคัญคือการแก้ไขต้องมองไปถึงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มบทลงโทษหลังเกิดเหตุ เพราะหากระบบอนุญาต ระบบตรวจสอบ และระบบควบคุมยังไม่เปลี่ยน ก็อาจเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นอีก
“การหาว่าใครผิดอาจทำให้เราได้คำตอบเฉพาะหน้า แต่ไม่ได้ทำให้ระบบปลอดภัยขึ้น เพราะมนุษย์ยังคงมีโอกาสผิดพลาดอยู่เสมอ คำถามสำคัญกว่าคือ ระบบถูกออกแบบมาอย่างไร จึงปล่อยให้ความผิดพลาดนั้นกลายเป็นความสูญเสียได้”
บทเรียนจากโรงเบียร์ลาดพร้าวจึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของสถานประกอบการแห่งหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของเมืองว่า จะทำอย่างไรให้กฎหมายสามารถทำหน้าที่ป้องกันได้จริง
เพราะความปลอดภัยไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการออกแบบระบบที่ทำให้กฎหมายถูกนำไปใช้ ตรวจสอบได้ และสามารถปกป้องชีวิตของประชาชนได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ





