วันที่ 12 มีนาคม 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าในลักษณะทั่วไป ว่า บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ เนื่องจากคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือและด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ประกอบกับบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง
เกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น กับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย
พยากรณ์อากาศสำหรับภาคใต้มีฝนฟ้าคะนอง และฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากลมตะวันออกพัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย
กรุงเทพและปริมณฑล อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่งอุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
ส่วนสถานการณ์ฝุ่นละอองในระยะนี้ ภาคเหนือ และภาคกลาง มีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างมาก เนื่องจากมีการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์อ่อนถึงปานกลาง
รัฐบาลเตือน ปชช. เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน เข้มงวดตรวจสอบอาคาร ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้าง
อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (โฆษกรัฐบาล) เปิดเผย (12 มีนาคม 2569) ว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดพายุฤดูร้อนและพายุหมุนเขตร้อน ที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
รัฐบาลขอแจ้งเตือนให้ประชาชนดูแลอาคารบ้านเรือน ให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรง โดยเฉพาะกระเบื้องมุงหลังคาให้ยึดแน่นกับโครงหลังคา ตรวจสอบสิ่งที่อาจหักโค่นและแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบ หากเกิดพายุคะนองให้หลีกห่างสิ่งก่อสร้างที่เสี่ยงต่อการล้มหรือหักโค่นลงมาได้
ตลอดจนช่วยกันสอดส่องดูแลป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ให้มีความมั่นคงแข็งแรงเพื่อความปลอดภัย รวมถึงเข้มงวดการก่อสร้างอาคารชั่วคราวในพื้นที่โล่งแจ้ง ที่เข้าข่ายไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กำชับให้ผู้ดำเนินการจะต้องมีการตรวจสอบดูแลและเข้มงวดในการก่อสร้างหรือติดตั้งสิ่งก่อสร้างดังกล่าวให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรงและระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมกระโชกด้วย
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ในการพิจารณาอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงให้ตรวจสอบ และพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายว่าการควบคุมอาคารโดยเคร่งครัด และต้องมีวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกรเป็นผู้คำนวณและรับรองความมั่นคงแข็งแรง
ในกรณีป้ายที่มีความสูงจากระดับฐานรากตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป นอกจากมีวิศวกร เป็นผู้คำนวณและรับรองความมั่นคงแข็งแรงแล้ว ยังต้องมีการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆ ของโครงสร้างป้ายโดยวุฒิวิศวกรสาขาวิศวกรรมโยธาด้วย
ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวงกำหนดชนิดหรือประเภทของอาคาร หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆ ของโครงการอาคาร พ.ศ. 2550 ป้ายที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเคร่งครัด หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษตามมาตรา 65 ทวิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ฝ่าฝืนด้วย
“รัฐบาลเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง และตรวจสอบอาคาร สิ่งก่อสร้าง ป้ายโฆษณา และไม้ยืนต้น ที่อาจได้รับผลกระทบจากลมแรง รวมถึงสั่งการให้ส่วนราชการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร อุปกรณ์ และสร้างการรับรู้เพื่อความปลอดภัย ให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที”




